Who is who
ABACA Committee




ABACA PROFILE
Jan - April 2007
<- Previous Issues->


CGA VISA CARD


 
Overhornsound Overhorn โอเวอร์ฮอร์น ซาวด์ เครื่องเสียงรถยนต์
Overhornsound Overhorn โอเวอร์ฮอร์น ซาวด์ เครื่องเสียงรถยนต์
วิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล เป้า 5 พันล้าน "หิน" แต่้แน่ถ้าได้ "ใจ" พนักงาน
ประวัติ
ชื่อ วิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล อายุ 48 ปี
การศึกษา - ปริญญาโทเอ็มบีเอ จาก Oklahoma State University ประเทศสหรัฐอเมริกา
- ปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร ปี 2521 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
- ปริญญาตรี สาขาการตลาด ปี 2519 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ประสบการณ์ ทำงานในสายงานด้านการเงิน บัญชี การวางแผน การตลาด สารสนเทศและบริหารจัดการมากว่า 25 ปี โดยร่วมงานกับบริษัทต่างๆ ดังนี้
ปี 2541 ถึงปัจจุบัน-รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหาร ทิปโก้ และกรรมการผู้จัดการบริษัท สับปะรดไทย จำกัด (มหาชน)
ปี 2539 รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ด้านการเงิน บริษัท สยามมีเดีย แอนด์ คอมมูนิเคชั่น (3 ปี)
ปี 2536 Group Treasurer กลุ่มร่วมทุนบริษัท ดาวเคมีคอลและปูนซิเมนต์ไทย (3 ปี)
ปี 2525-2536 บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด (12 ปี)
ปี 2534-2536 ผู้จัดการฝ่ายการตลาด อุตสาหกรรม การเงิน การธนาคาร และประกันภัย
ปี 2531-2533 บริษัท ไอบีเอ็ม เอเชียแปซิฟิก สำนักงานใหญ่ประเทศฮ่องกง
ปี 2527-2530 Treasury Services Manager,Treasury Department
ปี 2526 Associate Financial Analyst,Financial Planning Department
ปี 2525 A/R Coordinator,Treasury Department
ปี 2520 พนักงานการตลาดบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด

ความน่าสนใจของ วิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล ชายวัย 48 ปีคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นมืออาชีพที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท สับปะรดไทย จำกัด (มหาชน) ในเครือทิปโก้ รวมไปถึงตำแหน่งรองประธานบริหาร ในกลุ่มธุรกิจอาหารของทิปโก้เพียงอย่างเดียว
แต่เพราะความสำเร็จในวันนี้ เกิดจากประสบการณ์ทำงานที่เก็บเกี่ยวมานาน และต่อยอดใช้กับการทำงานในปัจจุบัน จนกระทั่งถึงจุดแห่งความสำเร็จอย่างทุกวันนี้

วิวัฒน์เริ่มเล่าให้ฟังว่า ประสบการณ์ทำงานในแต่ละบริษัท ล้วนแล้วแต่มีค่าและเป็นแนวทางในการก้าวต่อไปทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับการเลือกหยิบขึ้นมาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ แต่ละสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป และเป็นการนำสิ่งที่เรียนรู้มาต่อยอดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

เริ่มตั้งแต่การทำงานร่วมกับ บริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเสริมประสบการณ์ ทั้งนี้เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้หมุนเวียนไปสัมผัสและเรียนรู้เกือบทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การตลาด การบริหารแม้แต่บุคคล ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง

“จุดเปลี่ยนในไอบีเอ็ม ที่ทำให้เส้นทางชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนสายงานจากฝ่ายสนับสนุนไปอยู่ฝ่ายการตลาดทำให้เราได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้จักการวางแผนการนำเสนอ ที่สำคัญช่วยเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้น และยิ่งได้รับโอกาสให้ไปประจำที่ ไอบีเอ็ม สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่ฮ่องกง การเรียนรู้การตลาดของประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ยิ่งส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้และเพิ่มมุมมองหรือวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น เพราะไม่ใช่แค่มองเพียงตลาดในประเทศ แต่เป็นการมองทั้งภูมิภาค”

ต่อมาเมื่อวิวัฒน์เปลี่ยนสายงานจากธุรกิจเทคโนโลยี มาเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เขาก็ได้ประสบการณ์ล้ำค่าไม่น้อยเกี่ยวกับธุรกิจ ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะเป็นช่วงที่บริษัท ดาวเคมีคอลกำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทำให้วิวัฒน์ได้เรียนรู้วิธีการติดต่อกับสถาบันการเงิน และธนาคารเพื่อขอกู้เงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่ พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงการบริหารความเสี่ยงอีกด้วย

อีกงานที่ถือว่าเป็นงานท้าทายความสามารถในด้านการบริหารคือ การเข้าร่วมงานกับบริษัท สยามมีเดียฯ ซึ่งช่วงนั้นตกอยู่ในภาวะขาดทุน หน้าที่หลักของวิวัฒน์จึงต้องเข้าไปประเมินธุรกิจ แก้ปัญหาและดูแลการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ เริ่มตั้งแต่การปิดบริษัทที่ไม่ทำกำไรทิ้ง หรือจากช่วงขยายงานกว่า 10 บริษัท หลังการปรับโครงสร้างกลุ่มสยามมีเดียเหลือธุรกิจหลักที่เลี้ยงตัวเองและมีศักยภาพเพียง 3-4 แห่งเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ทำให้เขาได้สร้างสมประสบการณ์ทำงานแบบรอบด้าน ทุกสายงาน และทำให้สามารถหยิบจับมาใช้งานในตำแหน่งบริหารอย่างทุกวันนี้

ส่วนการทำงานในทิปโก้ ซึ่งเป็นที่ท้ายสุดจนถึงปัจจุบันนี้ วิวัฒน์ยกให้เป็นเคสคลาสสิกที่ดี สำหรับชีวิตการทำงาน เพราะเมื่อพิจารณาจากศักยภาพบริษัทจะเห็นว่า กลุ่มอาหารทิปโก้มีจุดแข็งอยู่แล้วชัดเจนในเรื่องสับปะรด ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสสูงสำหรับประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก

“ปัญหาของทิปโก้ฟู้ดส์ คือ ปัญหาขาดทุนรวม 800 ล้านบาท ดังนั้น เป้าหมายแรก คือ การทำธุรกิจที่ขาดทุนให้มีกำไร เพราะดูศักยภาพของบริษัทแล้วสามารถทำได้ หากแก้ไขได้ถูกทาง ซึ่งก็ทำได้ภายใน 3 ปีที่สามารถล้างขาดทุนรวม 800 ล้านบาท จนหมดและจะเริ่มมีกำไรในปีนี้”

วิวัฒน์เล่าว่า การแก้ปัญหาในทิปโก้ เริ่มจากการพิจารณาจุดแข็งขององค์กร จะเห็นว่ามีสินทรัพย์หลายอย่างที่สามารถพัฒนาให้สร้างผลกำไรและต่อยอดได้ เช่น จุดแข็งด้านผลไม้และน้ำผลไม้ เมื่อมารุกตลาดอย่างจริงจัง ก็ส่งผลให้ทิปโก้ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้และทำให้ธุรกิจมีกำไรได้ในปัจจุบัน

แนวคิดที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแนวคิดทางการตลาดใหม่ จากเดิมที่เน้นสินค้าเป็นหลักแล้วออกไปหาลูกค้า การตลาดแนวใหม่ ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า ดูความต้องการของลูกค้าแล้วจึงพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ การทำธุรกิจต้องมองกำไร ไม่ใช่หวังยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะการแข่งขันทุกวันนี้ ทำให้แม้จะมียอดขายมากแต่อาจไม่มีกำไรก็เป็นได้

อีกปรัชญาหนึ่งที่วิวัฒน์ได้จากทิปโก้ คือ การได้ “ใจ” พนักงาน ด้วยการแบ่งปันเป้าหมายร่วมกัน การทำงานร่วมกัน การนำระบบประเมินผลมาใช้และให้ตอบแทนคุ้มค่ากับผลงาน นั่นหมายถึงการพัฒนาองค์กรตั้งแต่บุคลากร ลูกค้า และกระบวนการทำงาน

“การวางกระบวนการทำงานที่ให้พนักงานทุกคนมองไปข้างหน้า ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน มีการอบรมร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2,300 ล้านบาทในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาทในปี 2550 หรือตั้งเป้าต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในส่วนของธุรกิจเดิมที่มีอยู่และธุรกิจใหม่ที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้น”

แต่เป้าหมายการขึ้นสู่กลัก 5,000 ล้านบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มทิปโก้ฟู้ดส์ ต้องมีสินค้าใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งวิวัฒน์ปักธงยืนยันว่า พร้อมที่จะรุกก้าวสู่ธุรกิจใหม่อีก 2 ธุรกิจในปี 2547 นี้นั่นก็คือ การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอาหาร อันเป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย ที่จะก้าวสู่การเป็นครัวของโลกในอนาคต และธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ขี่กระแสความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น

จากวัฒนธรรมองค์กรที่หลากหลายทั้งประสบการณ์ในระบบการทำงานแบบฝรั่ง วิวัฒน์ได้นำมาปรับใช้กับการทำงานในองค์กรไทยอย่างทิปโก้ โดยนำจุดเด่นของความทันสมัย การประเมินผลงาน มาประยุกต์เข้ากับการทำงานแบบไทยที่ยังคงมีความยืดหยุ่น ความเป็นพี่เป็นน้องให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

เป้าหมายขึ้นสู่ฝัน 5,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีจากนี้ วิวัฒน์เองก็ยอมรับว่า “หินมาก” แต่อย่างน้อยถ้าได้ใจพนักงานให้มีความคิดมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เขาบอกคำเดียวสั้นๆ ว่า ทำได้แน่

ตลอด 5 ปีที่ร่วมงานกับทิปโก้ วิวัฒน์ยอมรับว่า เหนื่อยและมีเวลาพักผ่อนน้อย ดังนั้น เวลาที่เหลือพักผ่อนน้อยนิดจะหมดไปกับการผ่อนคลายจากการอ่านหนังสือ และต้นไม้ ซึ่งก็ช่วยให้เรียนรู้ถึงการสงบจิตใจ ได้ความนิ่งและก่อเกิดสมาธิ

แต่สิ่งที่มีค่าสำหรับวิวัฒน์ในช่วงชีวิตการทำงานที่เขาถือว่าหนักสุดในทิปโก้ คือ ในปีแรกที่ต้องเร่งวางแผนเพื่อล้างผลขาดทุน ความเครียดที่เกิดขึ้น ทำให้วิวัฒน์ได้รับการชักนำจากคนใกล้ชิด ให้หาวิธีผ่อนคลายในรูปของการนั่งวิปัสสนา กับคุณแม่ศิริ กรินชัย ที่นี่ทำให้เขาเรียนรู้วิธีบริหารจิตใจ บริหารตัวเอง เรียนรู้ที่จะอยู่กับชีวิตอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีค่าไม่แพ้การทำงานเลยทีเดียว

วิวัฒน์จบบทสนทนาด้วยปรัชญาที่เขาได้จากการทำงานที่ผ่านมาว่า เมื่อถึงจุดที่ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้บริหารหรือ ผู้นำองค์กร สิ่งที่จะพิสูจน์และยอมรับได้ถึงความเป็นผู้นำ ต้องมาจากคนอื่นบอกว่าเราเป็น เพราะนั่นหมายถึงการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น แต่หากผู้นำบอกว่าเป็น แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้นำอย่างแท้จริง

ถึงจุดนี้ วิวัฒน์กล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่า เขาได้ใจพนักงานและอยู่ในองค์กรที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมทั้งทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า ในยุคที่องค์กรของไทยกำลังอยู่ในภาวะก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ ต้องการผู้นำที่ดีที่มีความสามารถหลากหลายทักษะ และเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากคนในองค์กรอย่างแท้จริง จึงจะทำงานร่วมกันฟันฝ่าเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในภายหน้าได้

ที่มา:postToday.com














Copyright © 2004: Assumption University Alumni Association All rights reserved.
Developed by WebPlant.net