Emma Masterson Business English Class 31
เอมมา แมสเตอร์สัน ปัจจุบันเป็นนักแสดง พิธีกร และนางแบบ

           นิยามของคำว่ากรุงเทพฯ...
“คำแรกที่เข้ามาในความคิดของคำว่า กรุงเทพฯ คือคำว่า Cosmopolitan เพราะกรุงเทพ เป็นเมืองที่หลากหลาย เป็นเมืองที่มีคนอยู่มากมาย มาจากทุกหนแห่งไม่ใช่แค่ จากหลายจังหวัดในเมืองไทย แต่ยังมาจากอีกหลายประเทศ มีคนเกือบทุกชนชาติ ทุกสัญชาติ ทุกศาสนา ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ เหมือนกับเป็น melting pot ส่วนตัวแล้วเอมมา ชอบอยู่ในเมืองแบบนี้ เพราะเราเป็นคนที่ชอบอะไรหลากหลาย ชอบเจอคนมากมาย ชอบเรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรมจากคนชาติอื่น
          ...กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หลากหลายจริงๆ มีทุกอย่าง คือต้องการอะไร สามารถหาได้หมด ทุกวันทุกเวลา โดยเฉพาะสถานที่เที่ยวบางประเภท และสถานที่กิน ซึ่งมีเปิดกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ภายในความสะดวกที่มีขึ้นนี้ก็ยังแอบแฝงไปด้วยความวุ่นวาย ความไม่มีระบบ เมืองนี้ขาดความเป็นระเบียบอยู่มาก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย มันเป็น controversial issue ว่าถ้าให้ร้านบางประเภทเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริการคนที่ทำงานไม่เป็นเวลา           ...เพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มนั้น ...ที่มีแต่งานและงาน ไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย เพราะในตอนนี้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ากรุงเทพฯ ก็เหมือนกับเมืองใหญ่เมืองอื่นในหลายๆ ประเทศที่คนต้องทำงานแข่งกับเวลา ชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ และมีแต่การแข่งขัน มันก็ลำบากที่จะแยกว่า ควรจะเปิดตลอดเวลา หรือถ้าเปิดแล้วควรจะปิดเวลาไหน บางคนที่ทำงานเป็นเวลาก็อาจจะออกมาต่อต้าน และตั้งคำถามว่า ตั้งตี 1 แล้ว ยังออกมาหาอะไรทานอีก เวลานี้เป็นเวลานอนแล้วนะ อย่างเอมมาเอง หลายครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะงานของเรา กว่าจะถ่ายละครเสร็จหรือเลิกงาน ก็ดึกมากแล้ว และหลายครั้งก่อนถึงบ้านก็ยังแวะทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานตอนเกือบรุ่งเช้าเลย เอมมาไม่อยากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง เพราะถ้าเลือกได้ก็อยากจะมีเวลาเหมือนคนทั่วไป แต่เพราะว่างานที่ทำอยู่นั้นเราไม่สามารถบังคับเวลาไม่ได้เลย

          ...การที่กรุงเทพฯ ขยายตัวเร็วแบบก้าวกระโดด ทำให้ระบบของรัฐ ออกมาตั้งรับไม่ทัน หรือไม่ทันกับยุคสมัย ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายเรื่อง ทั้งการขยายตัวของสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย ที่สร้างมาเพื่อรองรับกับฝูงคน ที่ย้ายเข้ามาทำงานและเข้ามาอยู่ ถนนหนทางที่คับแคบ ต้องเร่งขยายด่วน เพื่อรองรับกับรถยนต์ ที่ออกมาวิ่งกันเต็มท้องถนน           ...การขยายตัวแบบก้าวกระโดดแบบนี้โดยขาดแนวทางในเบื้องต้น ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แออัด และเป็นเมืองที่มีมลภาวะสูงติดอันดับท็อปของโลกเลยทีเดียว
          ...กรุงเทพฯ ก็เหมือนกับเมืองใหญ่ในหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย คือจะเห็นตึกสูง สวย ใหญ่ตั้งตระหง่านกลางอาคารบ้านเรือนหลังเล็ก มันเป็นอะไรที่ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่นในยุโรปหรืออเมริกา จะไม่ค่อยได้พบเห็น เพราะเขาจะแบ่งโซนที่อยู่อาศัยกับอาคารพาณิชย์ ไว้ให้เห็นเด่นชัด ในขณะที่บ้านเรา ใครมีที่ดินและพอใจที่จะสร้างอะไรขึ้นมา ก็สร้างเลยโดยไม่คำนึงถึงเพื่อนบ้าน แต่เราก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เรากำลังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จะให้มาสู้กับประเทศที่พัฒนาแล้วคงเป็นไปไม่ได้ ทางรัฐเอง ก็ได้ออกกฎระเบียบมามากมาย ซึ่งทำให้กฎหมายนั้นครอบคลุมและทันกับยุคสมัยปัจจุบัน
          ...บ้านเราก็มีดีอยู่เยอะ อย่างเวลาที่เพื่อนจากต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทย เขาก็จะชมว่าคนไทยน่ารัก นิสัยดี มีน้ำใจ อาหารก็หลากหลาย ไม่แพง รสชาติอร่อย สถานที่ช็อปปิ้งก็ใหญ่โต มีหลายแห่ง หลายประเภท หลายคุณภาพ ซึ่งในต่างประเทศเราจะหาความสุขแบบนี้ไม่ได้เลย มันเป็นอะไรที่ได้อย่างเสียอย่าง เรามาคิดแต่เรื่องไม่ดีไม่ได้ ในเมื่อเราเป็นคนไทย เราต้องพยายามมองในแง่ดีเสมอ และช่วยพัฒนา ให้มันเกินความเสมอภาค จะได้ไม่มีช่องว่างในสังคมมากจนเกินไป เอมมาคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับคน คนไทยเป็นคนที่มีน้ำใจ เราจะแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมาก ซึ่งชาติอื่นจะไม่มีให้กันมากอย่างนี้ จึงทำให้คนไทยนั้นเป็นคนที่มีแต่ความอบอุ่น การที่สังคมจะดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับคนมากกว่า และอีกสิ่งหนึ่งที่เอมมาคิดว่าทุกคนควรจะหันมาให้ความสำคัญคือเรื่องเด็ก เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ ถ้าผู้ใหญ่ทำอะไรลงไป ...เด็กเห็น ก็จะคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี ...ในเมื่อผู้ใหญ่ยังทำได้แล้วทำไมพวกเขาจะทำไม่ได้ ซึ่งอันนี้เราเองในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ต้องตระหนักอยู่เสมอในการกระทำของเรา”

          เอมมากลับมาอยู่เมืองไทยได้ 7 ปีแล้ว...

           “...เอมมาเป็นลูกครึ่งไทย-ไอริช เกิดที่เมืองไทย แต่ไปเติบโต และเรียนอยู่ที่เมืองนอกมานาน เริ่มต้นเรียนที่ Ireland และกลับมาเรียนที่เมืองไทยนิดหนึ่ง และได้ย้ายไปเรียนที่ Germany, ไปจบ high school ที่อังกฤษ และมาจบตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปัจจุบันนี้จบปริญญาโทแล้วจากจุฬา และกำลังทำงานหนัก เพื่อหาเงินไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อังกฤษ
          ...ตอนเรียนอยู่ปริญญาตรีชั้นปี 2 ที่อังกฤษ ตอนนั้นอายุได้ 18-19 ปี เอมมาได้ไปประกวดนางสาวไทยและได้รับตำแหน่ง Miss Asia 1997 ก็เลยต้องมาอยู่เมืองไทยเพื่อทำหน้าที่นางงาม ช่วงนั้น เป็นช่วงต่อของการศึกษา และไม่อยากทิ้งการเรียนไป ก็เลยหามหาวิทยาลัยที่เป็นอินเตอร์ และที่สามารถโอนหน่วยกิจ มาจากอังกฤษได้ เพื่อนๆ ที่เมืองไทยก็แนะนำ เอแบค และก็ได้มาปรึกษากับทางฝ่ายadmin. ของมหาวิทยาลัย ซึ่งให้ข้อมูลดีมาก จึงถูกใจและตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่เอแบค
 
          ...ตั้งแต่เด็กมาเอมมาเป็นคนชอบคิด ชอบถาม จะมีเครื่องหมายคำถามอยู่ตลอดเวลา กับตอนแรก ที่มาอยู่ที่เมืองไทย ซึ่งเอมมาก็มาเอง มาอยู่คนเดียว ต้องจัดการเองหมดทุกอย่าง จึงมีความรู้สึกว่า ยากและลำบากมาก ไม่ใช่ว่าเราทำอะไรไม่เป็นนะ เพราะตอนที่อยู่ต่างประเทศทำงานหาเงินเองมาตั้งแต่เด็ก แต่กับระบบที่เมืองไทยที่เรายังไม่ชิน ไม่คุ้นเคย เวลาที่เราจะติดต่ออะไร หรือไปไหน มันติดขัดไปหมด ตอนกลับมาแรกๆ เอมมาไม่สบายมากอยู่ตั้ง 2 อาทิตย์ อาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยชินกับสภาพแวดล้อมที่นี่ และกับอากาศในกรุงเทพฯ ที่มีแต่ฝุ่นและควัน ทำให้เราเครียด ไม่สบายไปเลย ตอนแรกไม่มีรถ ต้องตื่นแต่เช้า ขึ้นรถเมย์ไปเทสหน้ากล้อง ไปทำงาน เป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้จริงๆ เลย ก็ต้องทำใจมากในช่วงต้นๆ พยายามที่จะเข้าใจว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง พยายามที่จะเข้ากับมันให้ได้ เรียนรู้เพื่อให้อยู่กับมันอย่างมีความสุข

          ...7ปี แล้วที่เอมมากลับมาอยู่ที่เมืองไทย แน่นอน เอมมารักเมืองไทยมาก เพราะเราเป็นลูกครึ่งไทยด้วย ถึงแม้ครึ่งหนึ่งของชีวิตเราจะโตและรับอารยะธรรมจากต่างประเทศมา แต่เราเองก็ภูมิใจว่าเราเป็นคนไทย ยังชอบฟังเพลงไทย ทานอาหารไทย ซื้อและใช้ของไทยอยู่ เอมมาไม่อยากให้กรุงเทพฯ หยุดโต เพราะเราก็จะไปแข่งกับชาติอื่นไม่ได้ แต่อยากจะให้มันโตในทางที่ดีกว่านี้ คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรของโลกมากนัก เราค่อนข้างจะ spoil เพราะเราเคยชินกับความสะดวกสบายที่มีอยู่ สังคมเราไม่ค่อยเป็นห่วงกับสภาวะแวดล้อมของโลก เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งไกลตัว คนไทยใช้สินค้าสิ้นเปลืองมาก บางทีของในบรรจุภัณฑ์มีอยู่นิดเดียว แต่ซองใส่ขนาดซะใหญ่โต ซึ่งสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว ก็คือขยะ และนับวันขยะนั้นก็จะมีมากขึ้นและสร้างมลภาวะ ทำให้โลกร้อนขึ้นอีก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาให้ความรู้กับประชาชนคนไทยอย่างจริงจัง การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราต้องช่วยกันเพื่อให้เมืองของเราน่าอยู่ขึ้นกว่านี้คะ”