|
คุณบูรณิศ ยุกตะนันท์
ผู้อำนวยการ สำนักงานตลาด กรุงเทพมหานคร
ศิษย์เก่าเอแบค คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด รุ่นที่ 20
ที่มาของการเป็นผู้อำนวยการสำนักงานตลาด
พี่จบเอแบคเมื่อต้นปี
2535 แล้วก็ได้ไปทำงาน บริษัทขาย อสังหาริมทรัพย์ โมเดิร์นโฮมดีเวลลอปเมนท์
จำกัด ก็เป็นพนักงานขายธรรมดา อย่างที่เด็กเอแบคสมัยก่อน ชอบทำกัน
จบปุ๊บก็ไปเป็นเซลล์ขายโน่นขายนี่ ทำได้ครึ่งปี ก็ไปต่อโทสาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศที่
มหาวิทยาลัย นิวแฮมเชอร์ ในตอนนี้ คือตอนนั้น อยากเรียนที่เอแบค แต่เกรดไม่ถึง
เพราะรู้สึกเอแบค required คะแนนสูง เรียนอยู่เกือบสองปี ก็กลับมาทำที่เดิม
ที่โมเดิร์นโฮม ตอนประมาณต้นปี 2538 ซึ่งตอนนั้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว
เป็นมหาชน พี่รับผิดชอบในส่วนด้านการตลาด ทำ marketing ของคอนโดฯอยู่สักสามปี
ถึงปี 2541 ก็มีโอกาสได้มาทำโครงการใหญ่ยักษ์ คือ โครงการตลาดไท ที่รังสิต
ตรงข้าม ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการของ เจ้าของเดียวกันกับโมเดิร์นโฮม
พี่ก็มีโอกาสเข้าไปทำตรงนั้น ในยุคบุกเบิกเลย ทำอยู่ประมาณ 2-3 ปี
ทำในส่วนบริหารพื้นที่ ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งหมดของตลาด โดยตลาดไท
มีเนื้อที่อยู่ประมาณหนึ่งพันไร่ นอกจากที่เราทำเป็นตัวตลาดแล้ว ทำตึกแถวขายแล้ว
เราก็ต้องดูว่าจะหารายได้อะไรได้อีก นอกจากสองอย่างนี้ เช่น พวกจัด
event จัด booth ขายสินค้า จัดโปรโมชั่น จัดเต๊นท์ขายรถ เอารถมาให้ลองขับ
เป็นต้น คือต้องสร้างเหตุการณ์ทุกอย่างให้ตลาดมีรายได้ |
โดยช่วงนั้น
ท่านสมัครได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ แล้วท่านไปเปิดงาน ที่ตลาดไทบ่อยครั้ง
และก็สนิทสนมกับเจ้าของตลาดไท พอสมควร ท่านก็เห็นเราเป็นคนทำงานอยู่ในนั้น
พี่ก็ได้รับความเอ็นดูจากท่าน ได้ชวนพี่เข้ามาทำงานในทีมบริหาร ซึ่งก็เป็นที่มาที่ได้มาอยู่ในตำแหน่งนี้
ได้โอกาสดีๆอันนี้มา แรกๆก็ไม่เคยมีภาพนี้ ไม่รู้ว่าเราทำอะไรบ้าง
แต่จริงๆมันก็คือ การเมืองเต็มๆ
เดิมเวลาที่คนกรุงเทพฯ
เลือกผู้ว่าฯ เข้ามาหนึ่งท่าน จะมี ผู้ว่าฯ หนึ่ง รองผู้ว่าฯ สี่ เลขาฯ
หนึ่ง ผู้ช่วยเลขาฯ สี่ และก็มีตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์
ซึ่งมีอยู่สามส่วน คือ สำนักงานตลาด ที่พี่ดูแลอยู่ สถานธนานุบาล ซึ่งดูแลโรงรับจำนำ
และก็ฝ่ายพัฒนาที่อยู่อาศัย ก็ดูแลส่วนที่อยู่อาศัยของคนกรุงเทพฯ และก็ม
ีผู้อำนวยการกองอำนวยการ ตลาดนัดจตุจักร รองผู้อำนวยการและผู้ช่วยฯอีก
ห้า สรุปว่า การเลือกผู้ว่าฯหนึ่งคน จะมีคนตามมาอีก 20 ตำแหน่งทางการเมือง
ปกติตำแหน่งของพี่ตรงนี้ มีวาระอยู่สี่ปีตามวาระของท่านผู้ว่าฯ แต่เนื่องจากพอทำมาเรื่อยตั้งแต่ปี
2543 จนถึงปี 2546 ก่อนท่านสมัครจะหมดวาระหนึ่งปี เราก็ได้ใช้ระบบใหม่คือ
ระเบียบการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์ ท่านก็กรุณา ให้พี่สมัครเข้ามาใหม่
ในระบบสรรหา โดยมีการสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ แล้วพี่ก็ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ต่อ
ระเบียบนี้ก็อยู่ในวาระสี่ปีเหมือนกัน พี่อยู่ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2547
ก็จะไปจบปี 2551 ซึ่งข้ามมาถึงสมัยท่านผู้ว่าฯ อภิรักษ์พอดี
|
|
|
หน้าที่ของสำนักงานตลาด
สำนักงานตลาด
มีอายุประมาณ 40 ปี มีหน้าที่ดูแลบริหาร
จัดการตลาดทั้ง 17 แห่งที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าของ ซึ่งถือว่าน้อยมาก
และโดยส่วนมาก เป็นตลาดเก่าตกทอดกันมา ตั้งแต่สมัยกรุงเทพมหานครเป็นเทศบาล
ซึ่งสำนักงานเดิมอยู่ที่สามย่าน พี่เป็นผู้อำนวยการ คนที่ 14 และเป็นคนแรก
ที่มาจากระบบการสรรหา ซึ่งเป็นระบบที่ดี เพราะตำแหน่งนี้ก็จะไปจบปลายสมัยผู้ว่าฯ
แต่ละท่านพอดี เพราะฉะนั้นผู้ว่าฯ จะไม่มีสิทธินำคนของตน เข้ามา ก็เป็นการพยายาม
สร้างความสมดุลในระบบข้าราชการประจำนี้
ส่วนงานตรงนี้ เรามีหน้าที่ดูแลจัดการทรัพย์สินของ กทมฯ ต้องดูแลรายได้ไม่ให้ขาดทุน
แล้วต้องดูแลเรื่องสุขอนามัยของคน ดูแลอาหารปลอดสารพิษ ดูแลตลาดให้ได้สุขลักษณะ
ต้องมีการบริหารรายได้ของสำนักงาน เช่น ถ้ารายได้มันทรงตัว เราจะคิดพัฒนาขยาย
ให้เป็นตลาดใหม่ๆที่ไหนได้บ้าง ก็เป็นโครงการ ต้องนำเสนอผู้ว่าฯ โดยท่านผู้ว่า
อภิรักษ์ ชอบให้ทำงานแบบรุกไปข้างหน้า อย่าตั้งรับ มีอะไรสมควรทำก็เสนอขึ้นมา
ถ้าจะขยายก็ขยาย มีข้อดี ข้อเสียอะไร ส่วนมากแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้ว่า
ตลาดไหนเป็นของกทม พอมีปัญหาก็ไม่รู้ว่าจะไปแจ้งใคร ตอนนี้ ท่านอภิรักษ์ก็ให้ติดป้ายให้ชัดเจนไปเลย
ถ้ามีปัญหาก็โทรสายด่วน 1555 แล้วการทำงานกับมวลชนมันไม่มีที่จบสิ้น
เพราะภาพที่เป็นก็คือ การสนองความต้องการของทุกคนทั้งกรุงเทพฯ ซึ่งมันคงเป็นไปได้ยาก
เราต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะส่วนที่สำคัญและทำได้ก่อน
 |
|
|
|
การสร้างตลาดใหม่ก็ทำได้ไม่ง่าย
เพราะด้วยงบที่จำกัด ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นปี ถ้ามีเรื่องปัจจุบันทันด่วน
เราก็แก้ได้ลำบาก เนื่องจากเงินตัวนี้เป็นเงินของประชาชน ระบบราชการตัวนี้ต้องสร้างความโปร่งใสในการใช้เงินนั้น
และ ขบวนการการตัดสินใจก็ผ่านหลายขั้นตอน แต่ในส่วนปัญหาของตลาด พี่ก็สามารถจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที
เพราะด้วยการทำงานของท่านอภิรักษ์ เราก็ตัดสินใจทำได้ทันที แล้วก็รายงานท่าน
ถ้ามันจบก็จบ ไม่ต้องบอกนาย แต่ถ้าเรื่องไหน นายควรรู้ เราก็จะเรียนท่าน
เพื่อให้มีข้อมูลการทำงานที่ตรงกัน เพราะเราต้องเจอกับสื่อมวลชนบ่อยมาก
เอแบคกับงานที่ทำอยู่
ความเป็นเอแบคช่วยได้เยอะมาก
ตั้งแต่ไปเรียนต่างประเทศ เรื่องภาษาอังกฤษน ี้แน่นอนอยู่แล้ว เราถูกหล่อหลอมมาดีกว่าที่อื่น
ซึ่งตรงนี้พี่ภูมิใจในสถาบันมาก พออาจารย์ที่โน่นรู้ว่ามาจากเอแบค
เขาก็ต้อนรับเลย เพราะมั่นใจว่าเราต้องดีในเรื่องภาษากว่าเด็กอื่น
แล้วในแวดวงการเมือง ก็มีเด็กเอแบคน้อยมาก แต่สิ่งที่เรานำมาใช้ได้
ที่เอแบคหล่อหลอมเรามา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคน ซึ่งพี่เชื่อว่ามันมีหลายวิชาที่เคยเรียนมา
อย่างวิชา Marketing พื้นฐาน หรือ Organization Behavior ก็สอนให้เรารู้จักสานต่อกับคนในองค์กร
ได้อย่างง่ายดาย อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะสิ่งที่เรามาเจอ ไม่ใช่กับบริษัทเอกชน
เดิมภาพที่รู้จักก็คือ คุณต้องรู้จักเข้ากับเจ้านาย เข้ากับเพื่อนร่วมงาน
แต่ภาพตรงนี้ของเรามันไม่ใช่แค่นั้น มันใหญ่กว่านั้นมาก เราต้องเข้ากับผู้ว่าฯ
รองผู้ว่าฯ เข้ากับ ปลัดฯ บางครั้งก็ได้รับเชิญไปบรรยาย ให้กระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งเราก็ต้องเข้ากับคนของรัฐบาล เป็นงานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราต้องสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน
กับการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งพี่ก็คิดว่าสถาบันอื่นเขาก็สอน
แต่พี่รู้สึกว่าเอแบคทุ่มเทตรงนี้ให้เราเยอะ เวลาทำงานก็จะนึกถึงบราเดอร์
ที่ท่านเคยสอนวิธีเวลาพูดคุยกับผู้ใหญ่ เราต้องทำตัวอย่างไร เราต้องแสดงวิสัยทัศน์ขนาดไหน
รู้จักหยุดพูด เวลาต้องหยุด รู้จักเสนอ เวลาที่ควร พี่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับบราเดอร์มาร์ตินหลายครั้ง
เพราะท่านกับคุณพ่อพี่เป็นเพื่อนนักเรียนกันมา ก็เลยได้สิ่งที่ถูกหล่อหลอมมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง
|
วันว่างๆ
แม้จะทำงานเจ็ดวัน
พี่ก็พยายามหาเวลาว่าง ให้ทำงานห้าวัน อยู่ตลอดเวลา โดยพื้นฐานของพี่เอง
ไม่ใช่คนบ้างาน เป็นคนขีดเส้นชัดเจน ระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว ไม่รู้ว่าเป็นข้อดี
หรือ เสีย แต่โดยธรรมชาติของงาน มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่เป็นเวลา เนื่องจากมันมีเรื่องฉุกเฉินได้ตลอด
เช่น ถ้าตรวจพบสารพิษในอาหารที่ตลาด เราก็ต้องพร้อมที่จะตอบนายเราได้
ว่าเกิดอะไรขึ้น เราจะแก้อย่างไร หรือ ไฟไหม้ตลาด เราต้องมีแผนอพยพคนอย่างไร
เป็นต้น อย่างที่ฝืนตัวเองมากๆ คือ ต้องเปิดโทรศัพท์มือถือทั้งวันทั้งคืน
อย่างเช่น ทุกคืนวันพุธ ท่านผู้ว่าอภิรักษ์ออกรายการ ผู้ว่าพบประชาชนทาง
จ.ส.ร้อย พอจบรายการ ก็มักมีประชาชนโทรมาร้องเรียนเรื่องต่างๆ ท่านก็จะให้คนของท่านโทรมาถามรายละเอียด
เราก็ต้องพร้อม เหมือนในหนังฝรั่งที่พวกตำรวจตื่นมารับโทรศัพท์ดึกๆ
เราก็ทำแบบนั้น วันจันทร์ถึงศูกร์ก็มักจะหมดไปกับเรื่องพวกนี้ เสาร์อาทิตย์
ก็จะมีงานกิจกรรม ของตลาด ที่เชิญเราไป อย่างเวลา จัดชกมวย จัดประกวดสุนัข
หรือ ถ้วยรางวัลจากผู้ว่าฯ เราก็ไป หรือที่ทำงานกับท่านรองผู้ว่าฯ
ท่านก็จะออกชุมชนค่อนข้างบ่อย เราก็ต้องติดตาม และบางครั้ง ก็มีการบรรยาย
ตามกระทรวงสาธารณสุข สมาคมกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ องค์กรเพื่อการกุศลต่างๆ
เรื่องการพัฒนาที่ดิน การทำให้เกิดศักยภาพด้านรายได้ เรื่องความสะอาด
ของตลาด พรบ.ของตลาด เรื่องอาหารปลอดภัย สินค้าชุมชน เกิดมา ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเอง
จะได้มาทำอะไรแบบนี้ เป็นเรื่องที่ประเทืองความรู้ ตัวเองด้วยเหมือนกัน
เวลาว่างจริงๆ ก็จะอยู่บ้าน ใช้เวลากับที่บ้าน |
พี่มีลูกสองคน
บางทีก็ซื้อของมาทำอาหารหรือพาครอบครัวไปสวนสนุก
ดูหนัง เรื่องนัดเจอกับเพื่อนน้อยมาก เพราะเวลาทำงานเรา ไม่ตรงกับเพื่อน
ได้นัดเจอเดือนละครั้งก็เก่งแล้ว แต่ก็ได้รู้จักน้องๆ ผ่านทาง ABACA
ก็เยอะ
อนาคตที่วางไว้
ตอนนี้
เรามาไกลจากจุดที่ทำงานด้านเอกชน มานานแล้ว รวมทำงานที่ตรงนี้ ก็ 5
ปีแล้ว ถ้าทำครบวาระ ก็จะเป็น 7 ปี ก็คิดอยู่ว่า ถ้าจบตรงนี้ แล้วมีเอกชนมาชักชวน
ก็คงต้องคิดหนัก เพราะเราก็อายุไม่น้อยแล้ว ก็คิดว่า ถ้าไม่ทำเอกชน
ก็เล่นการเมืองเลย ถ้ามีโอกาส ไม่ก็ทำกิจการส่วนตัวกับเพื่อนไป ก็คงมีความสุขแล้ว
เพราะพี่คิดว่า ประสบการณ์ตรงนี้มันตีค่าไม่ได้ กับการทำงานกับคนระดับประเทศ
พี่ได้ทำงานกับผู้ว่าฯ 2 แผ่นดิน โดยที่ 2 ท่านนี้ ก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงสุดๆ
ของประเทศ พี่คิดว่ามันคุ้มมากๆ ท่านผู้ว่าอภิรักษ์ก็ให้เกียรติกับการทำงานของเรามากๆ
เห็นคุณค่าของเรา ให้ความสำคัญกับเรา เรียกว่า ทำให้เราสามารถทำงานถวายชีวิต
ได้เลย และท่านก็เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ส่วนสิ่งที่เราได้มาจากท่านสมัคร
ก็มีคุณค่าและได้เกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก |