เช้าวันศุกร์กลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา เราชาว ABACA ได้รับการนัดหมายจาก คุณชนินทร์ อรรจนานันท์ รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาลูกค้า ของ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บนออฟฟิศที่มองเห็นวิวตึกช้างชัดเจน เพราะสำนักงานใหญ่ของบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย ตั้งอยู่ที่แยกรัชโยธิน
          เราไปพบปะพูดคุยกับคุณชนินทร์ เพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้านการทำงานสายการตลาดในบริษัท ชั้นนำของประเทศ ทุกคนคงไม่ปฎิเสธความแข็งแกร่งของยูนิลีเวอร์ โปรดักท์สินค้าที่มีอยู่ทุกบ้าน
          คุณชนินทร์กล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง ประโยคเริ่มต้นที่เราคุยกัน คือ
          ผมเข้าเรียนที่เอแบค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เป็นรุ่นที่ 13 นี่ก็ผ่านมา 25 ปี แล้วสินะ           จากนั้นความหลังสมัยเรียนที่รั้วอัสัมชัญก็พรั่งพรูด้วยความคิดถึง
“ผมเลือกเรียนด้านการตลาดเพราะไม่รู้ว่าตอนนั้นจะเรียนอะไรดี ไม่อยากเรียนบัญชีเพราะไม่อยากเจอกับตัวเลข ไม่อยากเรียนการจัดการเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคน ตัดตัวเลือกออกทีละหนึ่งจนมาเป็นมาร์เก็ตติ้ง

           “ตอนนั้นยังไม่เข้าใจหรอกว่าการตลาดคืออะไร แต่พอเรียนไปแล้ว ก็ชอบ มันได้คิด ได้มองสังคม เป็นเรืองของความท้าทาย เป็นหัวใจชองธุรกิจ ตอนเรียนก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเ่ท่าไหร่ จำได้ว่าสมัยอยู่มหาวิทยาลัย ระหว่างโต๊ะสนุกเกอร์กับห้องเรียนนี่ ได้เวลาผมไปพอๆกัน แต่ก็เรียนจบมาด้วยคะแนนเกียรตินิยอันดับ 2 เรียนจบที่เแอบคก็ไปเรียนต่อ MBA ที่รัฐอิลลินอยส์ และไปทำงานที่นิวยอร์ก ได้ทำงานที่โน่นระหว่างเรียน เงินที่ได้ก็เอาไปท่องเที่ยวอเมริกา พอถึงวันหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากทำงาน ก็เลยกลับเมืองไทย มาเขียนใบสมัครที่ยูนิลีเวอร์ ปี พ.ศ. 2532 เขารับผมเป็นแมเนจเมนต์เทรนนี่ ตั้งแต่ั้นั้นก็ทำงานที่นี่มา 17 ปี แล้วครับ วันนี้ที่มาอยู่ตำแหน่างนี้ได้เพราะบริษัทฯ ให้โอกาศ
          เมื่อพูดถึงหัวข้อความสำเร็จในชีวิตหรือม็อตโตประโยคประจำใจของเขา ผู้บริหารใจดีคนนี้ก็บอกว่า
          “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็คือ ได้ทำงานอยู่ในองค์กรที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องสูงสุดทุกปี “
                   ระหว่างพูดคุยกันไป ก็มีงานแฟ้มใหญ่ทยอยเข้ามาให้ผู้บริหารคนนี้เซ็นอยู่เรื่อยๆ เราจึงอดถามไม่ได้ว่า มีวิธีรับมือกับงานอย่างไรถึงได้มีหน้าตาอัธยาศัยที่แจ่มใสสดชื่นอยู่ตลอดเวลา
          “ผมมีหัวใจที่หนุ่มอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) จริงๆ ผมพยายามไม่เครียดกับงานนะครับ พยายามประยุกต์พุทธศาสนาเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ข้อที่บอกว่าทำอะไรต้องพอดี ไม่มากจนเกินไป ไม่น้อยเกินไป มันก็เหมือนกับการประคองลูกบอลให้บาลานซ์กลางอากาศไปพร้อมๆัน 3-4 ใบ เราต้องรู้จักว่า บอลลูกนี้คือ ลูกน้อง ทั้งหมดคือเรื่อ่งที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน ก็สมดุลไม่ตกหล่น บอลแต่ละลูก เรื่องแต่ละเรื่องมันจะมีจังหวะของมันเอง ทีนี้ทุกอย่างก็ลื่นไหลเป็นระบบเอง
          “ที่สำคัญอีกอย่างที่ผมยึดถือก็คือ เราต้องมองปัญหาแบบสนุก มองปัญหาอย่าง Positive มันผ่า่นเข้ามาให้เราเก่งขึ้นเท่านั้นเอง นี่เป็นเรื่องที่อยากฝากบอกคนรุ่นใหม่ๆ ด้วยว่า เรายิ่งเจอ เราก็ยิ่งแกร่ง