ไม่น่าเชื่อว่าจากเด็กหนุ่มผู้หลงใหลงานศิลปะลายเส้นและระบายสีน้ำ และใฝ่ฝันจะเข้าศึกษาต่อทางด้านศิลปะ จะกลับกลายมาเป็นผู้บริหารที่เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ตราสารการเงินหลากหลายในทุกวันนี้
         หลังจากเรียนจบปริญญาตรีสาขา Finance & Banking และ General Management คุณสุรัตน์ก็บินลัดฟ้าไปเรียนต่อระดับปริญญาโทภาควิชา Master of Science สาขาการเงิน ที่ Temple University เมือง Philadelphia มลรัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาเริ่มต้นทำงานที่เมืองไทยในยุคที่ใครๆ ก็อยากจะเป็นมนุษย์ทองคำ
         “ผมกลับมาแล้วเริ่มทำงานที่บริษัทเงินทุน เอกธนกิจ โดยมีส่วนร่วมในการ setup ฝ่ายงานเกี่ยวกับตลาด bond ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง รวมทั้งได้รับโอกาสจากนายเก่าคือคุณกิติวลัย เจริญสมบัติอมร ได้ร่วมในคณะกรรมการทำงานเพื่อก่อตั้ง ชมรมผู้ใช้ตราสารหนี้ หรือ Bond Dealers’ Club
         แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมทำงานด้านนี้ มาจากการได้ไปสัมผัสเสน่ห์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็คือ ความวุ่นวายของตลาด ที่มีการซื้อขายตราสารการเงิน มันเหมือนเราได้สัมผัสรากแก่นของตลาดตราสารการเงิน ที่ต้องมีตลาดรอง เพื่อรองรับสภาพคล่องให้กับนักลงทุน ทำให้เราได้ซึมทราบอารมณ์ของตลาด ได้ alert ได้ติดตามข่าวสาร ได้คิดวิเคราะห์ ได้ประเมินและคาดการณ์ แนวโน้มราคาซื้อขายตราสารการเงินต่าง ๆ ทั้งจากสื่อ หรือเวลาได้รับฟังการสรุปสภาวะตลาด จากโบรกเกอร์ที่คุยกันเป็นช่วง ๆ ตลอดวัน ได้รู้ข่าวสารเร็ว ได้รับรู้ถึงนักลงทุน ว่ามีปฏิกิริยาตอบโต้กับสถานการณ์ตลาดตอนนั้น ๆ อย่างไร มีความเคลื่อนไหวของราคา มีแกว่งตัวขึ้นแกว่งตัวลง มี sideway เหมือนสติเหมือนจิตใจของมนุษย์ พอได้สัมผัสแล้วก็รู้สึกชอบบรรยากาศความวุ่นวายแบบนี้”
         ความที่เป็นคนรู้ลึก รู้จริง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ได้อย่าลึกซึ้งและมองภาพรวมได้อย่างแจ่มชัด ทำให้คุณสุรัตน์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารได้อย่างรวดเร็ว
         “แนวคิดวิธีการทำงานของ ได้รับการขัดเกลาสั่งสมประสบการณ์มาจากการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของการทำกำไรจากการ trading อย่างมีจรรยาบรรณและมีวินัยรับผิดชอบกตัญญูตอบแทนบุญคุณต่อลูกค้า และเรื่องของวินัย และทรรศนะคติในการให้บริการช่วยเหลือลูกค้า ทั้งในบริษัทเองและนอกบริษัทด้วย”
         ปัจจุบันคุณสุรัตน์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย KAsset ซึ่งถือเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็นสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการทั้งสิ้น 219,936.37 ล้านบาท โดยธุรกิจกองทุนรวมของ บลจ.กสิกรไทย ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 หรือมีขนาดสินทรัพย์สุทธิเท่ากับ 143,433.73 ล้านบาท
         สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสุขและความสำเร็จในหน้าที่การงาน นอกจากความรอบรู้ เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ตราสารการเงิน แนวคิดวิธีการทำงาน การดำเนินชีวิตที่เคร่งครัด การรู้จักกตัญญูบุญคุณและซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และหน้าที่การงาน คืออีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ทำให้เขาก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งผู้บริหารในทุกวันนี้
         “ถ้ามีวินัยเรื่องชีวิตส่วนตัวที่ดี งานก็จะไม่สะดุด และถ้ามีวินัยในการออมเงิน ชีวิตจะสัมมถะ สามารถอยู่ในสมดุลของสถานะภาพทางการเงินแบบเพียงพอได้ เหมือนกับคำพูดที่ว่า ‘ยังไม่รวยอยู่อย่างรวยจะไม่รวย ยังไม่จนอยู่อย่างจนจะไม่จน’ครับ”

   
          Khun Surat graduated with a Bachelor Degree in Finance & Banking and General Management from the Assumption University and Master of Science majoring in Finance from the Temple University in Philadelphia,Pennsylvania,USA.
          He sarted working with the Finance One Plc.Co.Ltd.and was one of the committee members creating Bond DealersClub(BDC).With his analytical ability and in-depthknowledge,he was quick to progress to the management level.
          His philosophy derived from his work experiences.He believes ethics,discipline,and grateful attitudes are the key areas for customer service,both externally and within the organization.
          Currently Khun Surat is the Vice President(Head Dealer) for Kasikorn Asset Management Co.,Ltd.or KAsset- a company with the highest market share.Apart from his in-depth knowledge and expertise in investments,trading,financial or treasury products,he finds that self-discipline and honesty are the other crucial element that lead him to his current position
          His advice "Self-Discipline is a must to manage a good work-Life Balance.Learn how to manage your saving.and one shall lead good decent lift...Just like the old saying.."Not yet rich,live like the rich,you won't get rich,Not yet poor,live like the poor,you won't get poor.