เคยได้ยินคำขู่มากมายว่า ที่ฮาร์บิน หนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ จะไปกันทำไม กับเมืองที่มีเพียง 140 วันในหนึ่งปี ที่ไม่มีน้ำแข็ง แต่ในที่สุด เราก็จับเครื่องบิน มาถึงฮาร์บินจนได้ เอาสิ... เป็นไงเป็นกัน มันจะหนาวกว่า หลายเมือง ที่เราเคยไปเยือน สักเท่าไหร่เชียว ถึงฮาร์บิน 6 โมงเย็น กับอุณหภูมิ -5 องศาเซลเซียส ไกด์บอกว่า ที่ฮาร์บินจะเริ่มหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และอากาศจะเย็นไปจนถึง มีนาคม โดยรัฐบาล จะเป็นคนเริ่มให้สัญญาณ แห่งลมหนาว (Winter Signal) ด้วยการปล่อยฮีทเตอร์และน้ำร้อน แจกจ่ายมาให้ทุกบ้าน โปรแกรมที่เที่ยวแห่งแรก หลังจากที่ร่างกาย เริ่มจะปรับตัวทนหนาวได้คือ วัดจี่เล่อ หนึ่งในสองวัดของฮาร์บิน ที่ยังเหลือรอด จากการปฏิวัติวัฒนธรรม ของพรรค คอมมิวนิสต์จีน สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้มีหลายอย่าง เช่น ปี่เซียะตัวใหญ่ เฝ้าหน้าวัด (สัตว์มงคล ผสมระหว่าง มังกร กิเลน สิงโต พญานก กวาง และแมว) พระพุทธรูปทองคำ ขนาดเท่าคนจริง เรียงรายอยู่ในอุโบสถเป็นสิบ ๆ องค์ และเจ้าแม่กวนอิมปางอวตาร ที่สวยงามแบบศิลปะจีนดั้งเดิม ประตูวัดที่ทาสีแดงตัดกับสีทอง เชิญชวนให้นักท่องเที่ยว เข้าไปถ่ายรูปด้วย จุดท่องเที่ยวสำคัญของฮาร์บิน ในเมืองอีกจุดหนึ่ง คือ โบสถ์เซนต์โซเฟียที่สูงสง่า ด้วยการประดับอิฐแดงให้เกิดลายวิจิตรรอบตัวโบสถ์ กับทั้งมีฝูงนกพิราบฝูงใหญ่ บินว่อนอยู่เหนือหลังคาเป็นร้อยเป็นพัน คอยอารักขาโบสถ์นี้ จวบจนอายุครบ 100 ปีพอดี ในช่วงที่เราไปเยือน

          อย่างที่เล่าไว้ว่าเสน่ห์ของฮาร์บิน คือความหนาวจับใจ ดังนั้น ตั้งแต่ช่วง พฤศจิกายนถึงตรุษจีน เมืองฮาร์บิน จะจัดเทศกาลใหญ่เตรียมไว้ ถึง 2 เทศกาล คือ เทศกาลหิมะ และ เทศกาลโคมไฟน้ำแข็ง แต่สิ่งแรก ที่ต้องเตรียมให้ดี ก่อนไปชม คือ รองเท้าที่หนา และเกาะพื้นน้ำแข็งได้ดี ชุดชั้นในแบบอบอุ่น (Long John) พร้อมที่ปิดหูและถุงมือ ครบเซต เพราะมันหนาว ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่า ห้ามภรรยาดึงหูสามี เพราะหูอาจหลุดติดมือมาได้

          งานเทศกาลปิงเติงเจี๋ยะ หรือ เทศกาลโคมน้ำแข็ง ที่เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไปทุกตารางเมตร ในบริเวญนี้ มีแต่ประติมากรรมน้ำแข็ง ทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่ พร้อมไฟสลับสีส่องแสง ตระการตา มีตั้งแต่รูปแกะสลัก สาวนักเต้นบัลเล่ต์ ความรักระหว่างแม่ลูก กำแพงเมืองจีน หรือแม้แต่รูปปั้นประธานาธิบดีเหมา ฯลฯ ที่ทำได้อย่างประณีต ราวแกะสลักงานไม้ รวมๆ แล้วมีงานเป็นพันๆ ชิ้น ส่วนเทศกาลหิมะที่ใหญ่โตมากนั้น ต้องขับข้ามแม่น้ำ ซงฮัวเจียง ไปยังอีกเกาะหนึ่ง โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงทีเดียว ทางเข้าเทศกาลหิมะ ก็เริ่มต้น ด้วยมนุษย์หิมะ (Snow Man) ขนาดยักษ์ไว้คอยต้อนรับ ในบริเวณเป็นประติมากรรม จากน้ำแข็งหลายพันชิ้น บางจุดก็มีเครื่องเล่นกับหิมะ เช่น Snow Scooter (มอเตอร์ไซด์หิมะ) เลื่อนสุนัข เลื่อนจักรยานให้เด็กๆ ได้ขี่สนุกกันได้ทั้งวัน

          จุดสนุกอีกจุดที่ต้องเล่าคือ การโชว์ว่ายน้ำใน ‘สระน้ำแข็ง’ ที่เจาะน้ำแข็งลึก ลงไปจนถึงพื้นน้ำเย็นเฉียบ ที่มีอุณหภูมิ ติดลบ แถมติดสปริงบอร์ดครบครันไว้ให้โดด แล้วแต่ละคน ที่ลงไปแหวกว่าย ก็อายุ 50 กว่าๆ ทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความเย็นนั้น น่าจะทำให้อายุยืนจริงๆ สำหรับชาวไทยนักช้อป ต้องลองแวะถนน ‘จงหยาง’ ถนนช้อปปิ้งคนเดิน โดยไม่มีรถ วิ่งผ่าน พื้นถนน ทำด้วยหินแม่น้ำก้อนใหญ่สีขาว วางเรียงรายกันไว้ อย่างสวยงาม อาคารร้านค้าก็แปลกตา เป็นสถาปัตยกรรม รัสเซียปนจีนโบราณ ข้าวของก็มีตั้งแต่ ตุ๊กตาลูกดก (มีหลายตัวอยู่ข้างใน) ไปจนถึงของใช้เสื้อผ้า

           ไม่มีของ แบรนด์เนมอะไรมากมาย และเหมือนการช้อปปิ้งในเมืองจีนทั่วไป คือ ต้อง ต่อราคา จะต่อ 10% จนไปถึง 80% ก็แล้วแต่ความพอใจของคนซื้อ สำหรับประสบการณ์ 3 วัน 2 คืน ที่ฮาร์บิน แม้ว่าอากาศจะหนาวเกินกว่า จะบรรยาย แต่ประติมากรรมที่ได้เห็นจากเทศกาลโคมน้ำแข็ง และเทศกาลหิมะ สวยจับใจ และที่แน่ๆ เราหลงรักเมือง ฮาร์บิน บอกตัวเองไว้ว่า เราจะกลับไปชม เทศกาลแห่งความหนาวเหน็บที่นั่น อีกครั้ง และคราวหน้า เราจะไม่เดินหนาว คนเดียว แต่จะมีมืออุ่นๆ ของใครบางคน มือที่เข้มแข็งมั่นคง มือที่ทำให้ใจเราอบอุ่น และปลอดภัย มือที่จะสัญญาว่า จะจับเราไว้แบบไม่มีวันปล่อยทิ้ง ให้เราหนาวเหน็บ อีกชั่วชีวิต...
   จรรย์จารี ธรรมา
   AU Alumni :
   Business Administration
   Marketing Class 14 ID 2517127