 น้อยคนนักที่ได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่แห่งหนี่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง
นครวัต แล้วจะไม่รู้สึกประทับใจในความงดงามและอลังการของสถาปัตยกรรมโบราณที่ชนรุ่นก่อนได้สร้างสรรค์ไว้อย่างวิจิตรบรรจง
ขนาดมีบางคนพูดว่า See Angkor Wat and Die...ชีวิตนี้ขอไปเห็นนครวัตก่อนแล้วค่อยตาย
คำกล่าวนี้ดูจะเป็นการท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะเราเองก็มีหัวใจของนักเดินทางอยู่เต็มเปี่ยม
จึงต้องหาโอกาสไปเยือน เพื่อพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่
 เรารู้จัก
นครวัต ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก สร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่
12 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 โดยได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์
ฮินดู ว่ากันว่าใช้แรงงานคนนับแสน ทั้งวิศวกร สถาปนิก ช่างฝีมือสลักศิลา
ช้างหลายหมื่นเชือกมาลากหินศิลาอันมากมายมหาศาล ในอดีต นครวัต
ใช้เป็นสถานที่บวงสรวงพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ว่ากันว่านครวัตเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของชาวเขมร
ไม่ใช่เพราะความใหญ่โตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่งานศิลปะต่างๆ
ที่อยู่ภายในบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งวิถีชาวบ้าน ความสงบสุขร่มเย็นของแผ่นดินภายใต้การปกครองโดยระบอบกษัตริย์
บางคนกล่าวว่านครวัตนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังศพของกษัตริย์
ด้วยหลายเหตุผลประกอบกันตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์- ฮินดู
ไม่ว่าจะเป็นการที่นครวัตนั้นหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งหากเป็นวัดจะต้องหันหน้าทางทิศตะวันออก
ภาพแกะสลักภายในจะต้องดูจากด้านซ้ายไปขวา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการจัดพิธีศพตามแบบฮินดู
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องไปชมความงามของนครวัตกันในตอนบ่าย เพราะแสงแดดจะส่องไปยังตัวปราสาท
ยิ่งเป็นตอนอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าด้วยแล้ว เป็นภาพที่น่าประทับใจสุดๆ
เลยทีเดียว ทางเข้านครวัตด้านทิศตะวันตกนั้นเป็นทางหินทอดยาวสู่ใจกลางของตัวปราสาท
สิ่งที่เป็นจุดเด่นของนครวัตและอยากให้คุณได้มาสัมผัสด้วยตาตัวเองก็คือ
ภาพแกะสลักนูนต่ำอันละเอียดปราณีต ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งที่อยู่บริเวณผนังห้อง
กำแพง ฐานและยอดของปราสาท ที่บางส่วนก็ผุพังไปตามกาลเวลา แต่บางส่วนก็ยังคงสภาพที่สมบูรณ์อยู่มากพอที่เราจะได้อาศัยเป็นแหล่งความรู้
ที่สะดุดตาเป็นพิเศษคือ ภาพแกะสลักนางอัปสรจำนวน 1,660 นาง ซึ่งแต่ละนางนั้นจะอยู่ในอากัปกริยาที่แตกต่างกัน
ชุดที่ใส่ก็ต่างกัน ทรงผมก็ไม่เหมือนกันเลย ดูแล้วนึกถึงคนที่คุมงานแกะสลัก
หากมาเกิดในยุคนี้คงเป็นดีไซเนอร์หรือไม่ก็สไตล์ลิสต์ชื่อดังระดับโลกไปแล้ว
ก็ไอเดียออกจะมากมายอย่างนี้ บางนางดูไปก็คล้ายเซลามูน แต่ที่น่าสังเกตุก็คือ
นอกจากทุกนางจะโนบราโชว์หน้าอกอันเต่งตึงแล้ว ตรงหน้าอกจะมันวาวกันแทบทุกคน
นางที่อยู่ในระยะที่เราสัมผัสได้ก็จะวาวมากหน่อย ทั้งที่ส่วนอื่นๆ
จะเป็นหินเนื้อด้านไปหมด ปรากฏการณ์นี้เชื่อว่าเป็นฝีมือของช่างแกะสลักผู้ไปเยือนอย่างเราๆ
ท่านๆ นั่นแหละ!!! |
|
 |
ส่วนที่จะต้องใช้เวลาดูมากหน่อยเห็นจะเป็นการชื่นชมความงามของภาพแกะสลักนูนต่ำบนหินทราย
บริเวณผนังที่ล้อมรอบนครวัตทั้ง 4 ด้าน ด้วยขนาดของพื้นที่กว่า 1,200
ตารางเมตร ภาพทั้ง 4 ด้านบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไป โดยได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
การดูภาพนั้นจะต้องดูจากซ้ายไปขวา จึงควรเริ่มต้นจากทิศตะวันตก ทิศใต้
ทิศตะวันออก และสิ้นสุดที่ทิศเหนือ ทางทิศตะวันตกจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามมหาภารตะ
ทิศใต้จะเป็นภาพประวัติศาสตร์บอกเรื่องราวการสู้รบในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
2 ผู้สร้างนครวัต ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม และวิธีสู้รบของคนในยุคนั้น
ทิศตะวันออกเป็นเรื่องราวของการกวนเกษียรสมุทรซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ซึ่งภาพในด้านนี้ถือได้ว่ามีรายละเอียดสูงและสวยงามที่สุด ทิศเหนือเป็นเรื่องราวของมหากาพย์ที่มีชื่อเสียงของอินเดีย
คือ รามายณะ หากท่านที่พอมีเวลาก่อนการเดินทางไปชมนครวัตควรหาข้อมูลติดตัวไปบ้างจะได้เข้าใจเรื่องราวต่างๆ
ได้ง่ายขึ้น ขากลับเราไม่ลืมที่จะแวะมาชมความงานของนครวัตในมุมที่ทุกคนลงความเห็นว่าสวยที่สุด
เพราะสามารถเห็นยอดปราสาทได้ครบทั้ง 5 ยอด ได้ยังเป็นมุมสุดฮิตที่ทุกคนต้องมาถ่ายภาพที่ระลึก
ณ จุดนี้
หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชมศิลปะความงามแห่งดินแดนตะวันออกแล้วหล่ะก็
นครวัตในกัมพูชาเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คุณควรหาโอกาสได้ไปเยือนซักครั้งหนึ่งในชีวิต
แล้วคุณจะรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มีค่าและน่าจดจำเพียงใด
 |
ครั้งหนึ่งในชีวิตขอไปเยือน...นครวัต
โดยเธียรชัย ฉัตรมงคลกุล,
อุปนายกฝ่ายวิชาการ ศิษย์เก่าเอแบครุ่นที่ 6
|
|