เบ้าหลอมชีวิต
ของ ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์
คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์ หรือเอก
ศิษย์เก่าเอแบค รหัส 39 รุ่น 28 นิติศาสตร์บัณฑิตรุ่น 5 ทางหน้าจอโมเดิร์นไนน์ทีวี
ในตำแหน่งผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ และพิธีกรรายการ "7 วันสุดท้าย'
abaca ได้นัดหมายสนทนาเพื่อเล่าขานถึงความสำเร็จในวัยเบญจเพสของผู้ชายคนนี้
ในฐานะศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และอาจารย์พิเศษ

ตำแหน่งเกียรตินิยมของ
ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์ น่าจะเป็นใบการันตีความสามารถทำให้เขาได้รับโอกาสในหน้าที่การงานที่เกินความคาดฝัน
แต่เจ้าตัวกลับถ่อมตัวว่าความจริงแล้วเขาเป็นคนเรียนในระดับปานกลางความสำเร็จที่ได้มานั้นน่าจะเป็นเพราะการเลือกเรียนในสิ่งที่ตนถนัดมากกว่า

"ผมไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งอาจเป็นเพราะได้เรียนถูกทางเรียนในวิชาที่ถนัด
โชคดีที่ผมรู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ม.ปลายได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศปีหนึ่งก็เลยรู้ว่าตัวเองชอบด้านนิติศาสตร์
มีความใคร่รู้ในวิชานิติศาสตร์ก่อนเข้มาเรียนโดยเฉพาะกฎหมายธุรกิจ
ผมว่าสิ่งนี้สำคัญมากนะถ้าเรารู้ว่าถนัดอะไรแล้วจะทำสิ่งนั้นได้ดี"

นอกจากได้เรียนในสิ่งที่ถนัดแล้ว
กลยุทธ์ง่ายๆ ของเอก คือการจัดแบ่งหน้าที่ความสำคัญในวัยเรียนให้ลงตัวทั้งเรียน
เล่น และร่วมกิจกรรม
"ผมเป็นคนที่ ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญ เรียนคือเรียน
เล่นคือเล่น อันไหนสำคัญก็ให้เวลากับมันมากหน่อย ถ้ามีคลาสต้องเข้าเรียน
กิจกรรมก็เข้าร่วม เพราะว่ากิจกรรมคือการเตรียมตัวสู่โลกภายนอก ซึ่งการทำงานต้องมีความขัดแย้งแน่นอน
เพระฉะนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนเป็นการฝึกงานก่อนออกไปทำงานจริง"

เอกได้โฟกัสชีวิตไปในวิชาชีพที่ตัวเองชื่นชอบ
คือ ด้านกฎหมายธุรกิจ เขาจึงเลือกเดินตามเส้นทางฝันเพื่อสานต่อความสำเร็จในวิชาชีพ
ระหว่างเส้นทางก็มีสิ่งใหม่ ที่เรียกว่า "โอกาส" ให้เขาได้เรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์
นั่นคืองานผู้ประกาศข่าว

"หลังจากเรียนจบก็ไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้านกฎหมายการเงินและการธนาคาร
บริษัท Baker&McKenzie เพราะว่าในสายวิชาชีพจะออกไปว่าความได้ต้องได้
Lawyer Licence เมื่อได้แล้วผมก็เรียนต่อเนติบัณฑิตไทย (Thai Barrister
at Law) เรียนไปได้สองเทอมก็มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้ประกาศข่าว ซึ่งตอนนั้นเพื่อนคุณพ่อบอกว่าช่อง
9 กำลังรับสมัครผู้ประกาศข่าว ก็เลยลองไปสมัครดู ยอดคนสมัครทั้งหมด
1,400 กว่าคน ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ เพราะอ่านข่าวไม่เป็น ผ่านไปสองเดือนทางโมเดิร์นไนน์ก็บอกให้ไปอบรม
3 อาทิตย์และอ่านจริงตอนช่อง 9 เปลี่ยนโลโก้เป็นโมเดิร์นไนน์ทีวีเมื่อวันที่
6 พ.ย.2545"

"ชีวิตผมไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นผู้ประกาศข่าว
อยากทำงานด้านกฎหมายมากกว่า" เอกยืนยันในความฝันเดิม แต่เพราะฟ้าลิขิตเส้นทางเดินสายใหม่ให้เขาได้ลิ้มลอง
ทำให้ผู้ชายคนนี้เริ่มแตกไลน์เส้นทางหันมาเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษางานวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนบ้าง
ในวันแรกของ"ผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่"อาชีพนอกฝัน เอกย้อนเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งอ่านข่าวครั้งแรกว่า
"เหมือนหัวใจจะออกมาเต้นแร็พ ตอนอ่านข่าวผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงมาก
เพราะเป็นครั้งแรกซึ่งผมได้ฝึกแค่สามอาทิตย์เองความยากของการอ่านข่าวคือทุกอย่างสดหมด
ข้อผิดพลาดจะต้องมีให้น้อยที่สุด แต่ตอนนั้นผมมีข้อผิดพลาดเยอะมาก
เช่น อ่านผิด ตะเบ็งเสียงไม่เป็นธรรมชาติ ยังไม่รู้ว่าจะสื่อสารอย่างไรให้กับผู้ชม
คิดแต่อ่านข่าวไม่ให้ผิด ช่วงแรกๆ มีคนว่าติเยอะว่าอ่อนหัด ผมก็คิดว่าต้องพัฒนาตัวเองให้มากที่สุด"

การเดินทางของชีวิตบนถนนสายใหม่ของเอกยังไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ตำแหน่งผู้ประกาศข่าว
โมเดิร์นไนน์ทีวี ยังมีเวทีใหม่ให้เขาได้เรียนรู้นั่นคืองานพิธีกร
คู่กับพิธีกรชื่อดังอย่างผุสชา โทณะวณิก ก็หยิบยื่นให้เขามิอาจปฏิเสธโอกาสที่งดงามครั้งนี้ได้
"พอผมอ่านข่าวได้สักพักก็ถูกทาบทามให้มาเป็นพิธีกรรายการ7วันสุดท้ายกับเจเอสแอลคู่กับพี่ตุ้ม-ผุสชา
โทณะวณิก ก็ถูกเสียงติอีก ตอนแรกคิดว่าการเป็นพิธีกรจะง่าย ใช้ความเป็นตัวตนที่แท้จริง
การประกบคู่บรมครูอย่างพี่ตุ้ม ไอ้ตี๋อย่างผมก็ตื่นเต้นแน่นอน แต่นั่นเหมือนกับการเปิดโลกใหม่ของผมอีกครั้ง
"

กว่า
80 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต เริ่มก้าวเข้าไปอยู่ในสาขานิเทศศาสตร์ทั้งๆ
ที่ใจชอบนิติศาสตร์ เขาจึงพยายามรักษาความรู้ด้านนิติศาสตร์ ด้วยการศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิตด้านกฎหมายธุรกิจที่เอแบค
เผอิญช่วงนั้นอาจารย์ที่คณะขาดแคลน เขาจึงได้รับโอกาสงดงามอีกครั้งในสาขาวิชาชีพที่รักคือ
ตำแหน่งอาจารย์พิเศษ สอนวิชากฎหมายธุรกิจ นักศึกษานานาชาติ ระดับปริญญาตรี
ที่เอแบค นับว่าเป็นความโชคดีที่เด็กหนุ่มวัย 25 คนนี้ได้รับโอกาสที่ดีงามตลอดเส้นทางเดินชีวิตหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย

"ตอนนี้ผมให้คำนิยามของตัวเองไว้อย่างหนึ่งคือ
ผมคิดว่าผมเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ช่วงเวลาการเดินทางไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
เพราะฉะนั้นสมัยเด็กๆ หลายคนอาจคิดว่าอยากเป็นนั่นเป็นนี่ พอก้าวเป็นผู้ใหญ่เราอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากเป็น
เพราะจะเจอสิ่งแปลกใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งผมเรียกสิ่งแปลกใหม่นั้นว่าโอกาส
เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีอะไรเสียหาย กลับเป็นการพัฒนาตัวเองและให้ประโยชน์กับสังคม
ผมจะทำให้ดีที่สุด โดยให้เวลาที่เหลือหนึ่งปีครึ่งก่อนจบปริญญาโทเป็นเวลาตัดสินว่าอะไรจะดีที่สุด
พอจบโทค่อยว่ากันใหม่"

ช่วงระยะเวลาเพียง
4 ปีหลังจากจบการศึกษา เอกได้รับตำแหน่ง 4 หน้าที่ ทำให้ตารางชีวิตแต่ละวันของเขาเต็มไปด้วยงาน
งาน และงานจน แทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะช่วงเวลานอนของคนอื่นคือช่วงเวลาทำงานของเขา
ตั้งแต่ตี 4 จรดเช้าวันใหม่ ทั้งงานผู้ประกาศข่าว พิธีกร อาจารย์ และนักศึกษาปริญญาโท
สี่หน้าที่ซึ่งดูเหมือนเป็นภาระที่หนักอึ้งของผู้ชายวัยเพียง 25 ปี
แต่เพราะ Positive thinking แนวคิดชีวิตของเขาทำให้สิ่งที่เหมือนเป็นภาระถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสุข
แม้ในข่วงแรกๆ เขาเองยอมรับว่ารู้สึกเบลอๆ ไปเหมือนกัน

"ผมคิดว่าตัวเองยังดีกว่าคนอื่นอีกตั้งเยอะ
มีคนลำบากกว่าผมอีกเยอะเขายังสู้เลย เคยรู้สึกว่ามันหนักเกินไป แต่
ณ ปัจจุบันไม่แล้ว สิ่งสำคัญคือ Attitude ทัศนคติต่อสิ่งที่ทำ ผมมองว่าเป็นช่วงๆหนึ่งที่สามารถตักตวงความรู้
การทำงานเพื่ออนาคตจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ ที่สำคัญผมสามารถนำความรู้ด้านกฎหมายสามารถปรับใช้กับงานสื่อสารมวลชนได้
เพราะสื่อสารมวลชนเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง อิงเหตุผล สิ่งสำคัญคือวางตัวเป็นกลาง
มันเป็นเหมือนสามเหลี่ยมที่หมุนไปด้วยกันได้ แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือปัจจุบันผมอายุ
25 แต่คนอาจมองว่า อายุ 35" (ยิ้ม)
...จุดประสงค์ของการใช้ชีวิตคือ ทำอะไรก็ได้ที่หาเลี้ยงชีพและสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้
อาชีพอะไรก็ได้ขอให้ดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้แค่นี้ก็พอ ผมมีแนวคิดการทำงานอยู่ว่า
หากมีคำว่าดี มันก็ต้องมีคำว่าดีกว่านี้"
สิ่งหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้
แนวคิดที่ดีและสร้างความสำเร็จบนทางเดินแห่งชีวิตของ ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์
เพราะว่ า
"เอแบคเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้ผมเป็นอย่างนี้"