Who is who
ABACA Committee




ABACA PROFILE
Jan - April 2007
<- Previous Issues->


CGA VISA CARD


 
Overhornsound Overhorn โอเวอร์ฮอร์น ซาวด์ เครื่องเสียงรถยนต์
Overhornsound Overhorn โอเวอร์ฮอร์น ซาวด์ เครื่องเสียงรถยนต์
   
เบ้าหลอมชีวิต ของ ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์

คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์ หรือเอก ศิษย์เก่าเอแบค รหัส 39 รุ่น 28 นิติศาสตร์บัณฑิตรุ่น 5 ทางหน้าจอโมเดิร์นไนน์ทีวี ในตำแหน่งผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ และพิธีกรรายการ "7 วันสุดท้าย' abaca ได้นัดหมายสนทนาเพื่อเล่าขานถึงความสำเร็จในวัยเบญจเพสของผู้ชายคนนี้ ในฐานะศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และอาจารย์พิเศษ
ตำแหน่งเกียรตินิยมของ ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์ น่าจะเป็นใบการันตีความสามารถทำให้เขาได้รับโอกาสในหน้าที่การงานที่เกินความคาดฝัน แต่เจ้าตัวกลับถ่อมตัวว่าความจริงแล้วเขาเป็นคนเรียนในระดับปานกลางความสำเร็จที่ได้มานั้นน่าจะเป็นเพราะการเลือกเรียนในสิ่งที่ตนถนัดมากกว่า
"ผมไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งอาจเป็นเพราะได้เรียนถูกทางเรียนในวิชาที่ถนัด โชคดีที่ผมรู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ม.ปลายได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศปีหนึ่งก็เลยรู้ว่าตัวเองชอบด้านนิติศาสตร์ มีความใคร่รู้ในวิชานิติศาสตร์ก่อนเข้มาเรียนโดยเฉพาะกฎหมายธุรกิจ ผมว่าสิ่งนี้สำคัญมากนะถ้าเรารู้ว่าถนัดอะไรแล้วจะทำสิ่งนั้นได้ดี"
นอกจากได้เรียนในสิ่งที่ถนัดแล้ว กลยุทธ์ง่ายๆ ของเอก คือการจัดแบ่งหน้าที่ความสำคัญในวัยเรียนให้ลงตัวทั้งเรียน เล่น และร่วมกิจกรรม
"ผมเป็นคนที่ ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญ เรียนคือเรียน เล่นคือเล่น อันไหนสำคัญก็ให้เวลากับมันมากหน่อย ถ้ามีคลาสต้องเข้าเรียน กิจกรรมก็เข้าร่วม เพราะว่ากิจกรรมคือการเตรียมตัวสู่โลกภายนอก ซึ่งการทำงานต้องมีความขัดแย้งแน่นอน เพระฉะนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนเป็นการฝึกงานก่อนออกไปทำงานจริง"
เอกได้โฟกัสชีวิตไปในวิชาชีพที่ตัวเองชื่นชอบ คือ ด้านกฎหมายธุรกิจ เขาจึงเลือกเดินตามเส้นทางฝันเพื่อสานต่อความสำเร็จในวิชาชีพ ระหว่างเส้นทางก็มีสิ่งใหม่ ที่เรียกว่า "โอกาส" ให้เขาได้เรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ นั่นคืองานผู้ประกาศข่าว
"หลังจากเรียนจบก็ไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้านกฎหมายการเงินและการธนาคาร บริษัท Baker&McKenzie เพราะว่าในสายวิชาชีพจะออกไปว่าความได้ต้องได้ Lawyer Licence เมื่อได้แล้วผมก็เรียนต่อเนติบัณฑิตไทย (Thai Barrister at Law) เรียนไปได้สองเทอมก็มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้ประกาศข่าว ซึ่งตอนนั้นเพื่อนคุณพ่อบอกว่าช่อง 9 กำลังรับสมัครผู้ประกาศข่าว ก็เลยลองไปสมัครดู ยอดคนสมัครทั้งหมด 1,400 กว่าคน ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ เพราะอ่านข่าวไม่เป็น ผ่านไปสองเดือนทางโมเดิร์นไนน์ก็บอกให้ไปอบรม 3 อาทิตย์และอ่านจริงตอนช่อง 9 เปลี่ยนโลโก้เป็นโมเดิร์นไนน์ทีวีเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2545"
"ชีวิตผมไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นผู้ประกาศข่าว อยากทำงานด้านกฎหมายมากกว่า" เอกยืนยันในความฝันเดิม แต่เพราะฟ้าลิขิตเส้นทางเดินสายใหม่ให้เขาได้ลิ้มลอง ทำให้ผู้ชายคนนี้เริ่มแตกไลน์เส้นทางหันมาเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษางานวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนบ้าง
ในวันแรกของ"ผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่"อาชีพนอกฝัน เอกย้อนเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งอ่านข่าวครั้งแรกว่า
"เหมือนหัวใจจะออกมาเต้นแร็พ ตอนอ่านข่าวผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงมาก เพราะเป็นครั้งแรกซึ่งผมได้ฝึกแค่สามอาทิตย์เองความยากของการอ่านข่าวคือทุกอย่างสดหมด ข้อผิดพลาดจะต้องมีให้น้อยที่สุด แต่ตอนนั้นผมมีข้อผิดพลาดเยอะมาก เช่น อ่านผิด ตะเบ็งเสียงไม่เป็นธรรมชาติ ยังไม่รู้ว่าจะสื่อสารอย่างไรให้กับผู้ชม คิดแต่อ่านข่าวไม่ให้ผิด ช่วงแรกๆ มีคนว่าติเยอะว่าอ่อนหัด ผมก็คิดว่าต้องพัฒนาตัวเองให้มากที่สุด"
การเดินทางของชีวิตบนถนนสายใหม่ของเอกยังไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ตำแหน่งผู้ประกาศข่าว โมเดิร์นไนน์ทีวี ยังมีเวทีใหม่ให้เขาได้เรียนรู้นั่นคืองานพิธีกร คู่กับพิธีกรชื่อดังอย่างผุสชา โทณะวณิก ก็หยิบยื่นให้เขามิอาจปฏิเสธโอกาสที่งดงามครั้งนี้ได้
"พอผมอ่านข่าวได้สักพักก็ถูกทาบทามให้มาเป็นพิธีกรรายการ7วันสุดท้ายกับเจเอสแอลคู่กับพี่ตุ้ม-ผุสชา โทณะวณิก ก็ถูกเสียงติอีก ตอนแรกคิดว่าการเป็นพิธีกรจะง่าย ใช้ความเป็นตัวตนที่แท้จริง การประกบคู่บรมครูอย่างพี่ตุ้ม ไอ้ตี๋อย่างผมก็ตื่นเต้นแน่นอน แต่นั่นเหมือนกับการเปิดโลกใหม่ของผมอีกครั้ง "
กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต เริ่มก้าวเข้าไปอยู่ในสาขานิเทศศาสตร์ทั้งๆ ที่ใจชอบนิติศาสตร์ เขาจึงพยายามรักษาความรู้ด้านนิติศาสตร์ ด้วยการศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิตด้านกฎหมายธุรกิจที่เอแบค เผอิญช่วงนั้นอาจารย์ที่คณะขาดแคลน เขาจึงได้รับโอกาสงดงามอีกครั้งในสาขาวิชาชีพที่รักคือ ตำแหน่งอาจารย์พิเศษ สอนวิชากฎหมายธุรกิจ นักศึกษานานาชาติ ระดับปริญญาตรี ที่เอแบค นับว่าเป็นความโชคดีที่เด็กหนุ่มวัย 25 คนนี้ได้รับโอกาสที่ดีงามตลอดเส้นทางเดินชีวิตหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย
"ตอนนี้ผมให้คำนิยามของตัวเองไว้อย่างหนึ่งคือ ผมคิดว่าผมเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ช่วงเวลาการเดินทางไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เพราะฉะนั้นสมัยเด็กๆ หลายคนอาจคิดว่าอยากเป็นนั่นเป็นนี่ พอก้าวเป็นผู้ใหญ่เราอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากเป็น เพราะจะเจอสิ่งแปลกใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งผมเรียกสิ่งแปลกใหม่นั้นว่าโอกาส เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีอะไรเสียหาย กลับเป็นการพัฒนาตัวเองและให้ประโยชน์กับสังคม ผมจะทำให้ดีที่สุด โดยให้เวลาที่เหลือหนึ่งปีครึ่งก่อนจบปริญญาโทเป็นเวลาตัดสินว่าอะไรจะดีที่สุด พอจบโทค่อยว่ากันใหม่"
ช่วงระยะเวลาเพียง 4 ปีหลังจากจบการศึกษา เอกได้รับตำแหน่ง 4 หน้าที่ ทำให้ตารางชีวิตแต่ละวันของเขาเต็มไปด้วยงาน งาน และงานจน แทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะช่วงเวลานอนของคนอื่นคือช่วงเวลาทำงานของเขา ตั้งแต่ตี 4 จรดเช้าวันใหม่ ทั้งงานผู้ประกาศข่าว พิธีกร อาจารย์ และนักศึกษาปริญญาโท สี่หน้าที่ซึ่งดูเหมือนเป็นภาระที่หนักอึ้งของผู้ชายวัยเพียง 25 ปี แต่เพราะ Positive thinking แนวคิดชีวิตของเขาทำให้สิ่งที่เหมือนเป็นภาระถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสุข แม้ในข่วงแรกๆ เขาเองยอมรับว่ารู้สึกเบลอๆ ไปเหมือนกัน
"ผมคิดว่าตัวเองยังดีกว่าคนอื่นอีกตั้งเยอะ มีคนลำบากกว่าผมอีกเยอะเขายังสู้เลย เคยรู้สึกว่ามันหนักเกินไป แต่ ณ ปัจจุบันไม่แล้ว สิ่งสำคัญคือ Attitude ทัศนคติต่อสิ่งที่ทำ ผมมองว่าเป็นช่วงๆหนึ่งที่สามารถตักตวงความรู้ การทำงานเพื่ออนาคตจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ ที่สำคัญผมสามารถนำความรู้ด้านกฎหมายสามารถปรับใช้กับงานสื่อสารมวลชนได้ เพราะสื่อสารมวลชนเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง อิงเหตุผล สิ่งสำคัญคือวางตัวเป็นกลาง มันเป็นเหมือนสามเหลี่ยมที่หมุนไปด้วยกันได้ แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือปัจจุบันผมอายุ 25 แต่คนอาจมองว่า อายุ 35" (ยิ้ม)
...จุดประสงค์ของการใช้ชีวิตคือ ทำอะไรก็ได้ที่หาเลี้ยงชีพและสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ อาชีพอะไรก็ได้ขอให้ดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้แค่นี้ก็พอ ผมมีแนวคิดการทำงานอยู่ว่า หากมีคำว่าดี มันก็ต้องมีคำว่าดีกว่านี้"
สิ่งหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ แนวคิดที่ดีและสร้างความสำเร็จบนทางเดินแห่งชีวิตของ ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์ เพราะว่ า "เอแบคเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้ผมเป็นอย่างนี้"
 

Copyright © 2004: Assumption University Alumni Association All rights reserved.
Developed by WebPlant.net