Who is who
ABACA Committee




ABACA PROFILE
Jan - April 2007
<- Previous Issues->


CGA VISA CARD


 
Overhornsound Overhorn โอเวอร์ฮอร์น ซาวด์ เครื่องเสียงรถยนต์
Overhornsound Overhorn โอเวอร์ฮอร์น ซาวด์ เครื่องเสียงรถยนต์
   
พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ (ปูไข่)

นอกเวลาเรียน เขาคือ นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติผู้กุมรางวัล 2 เหรียญทองซีเกมส์ จากประเทศมาเลเซียครั้งที่21, 1 เหรียญทองประเภท เดี่ยว เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 14 เป็นคุณครูสอนขี่ม้า และนักแสดง นอกเวลางาน เขาคือลูกชายที่น่ารักของครอบครัว ”บรรลือวงศ์”
“ผมเริ่มขี่ม้าตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ตอนนี้อายุ 20 ปีแล้ว ก็ยังรักการขี่ม้าอยู่ สำหรับเรื่องนี้คุณพ่อสนับสนุนบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนมากจะ เป็นคุณแม่มากกว่า แต่คุณพ่อจะคอยดูอยู่ห่างๆ ส่วนมกาคุณพ่อจะดูแลผมในเรื่องเรียนทั้งหมดครับ คุณพ่อเลี้ยงดูแบบนักวิชาการนิดหนึ่ง เพราะว่าคุณพ่อเป็นอาจารย์ ตอนแรกเขาก็อยากให้ผมเรียนหนังสือเยอะๆ แต่ว่าผมชอบเล่นกีฬา ท่านก็ไม่ได้บังคับอะไร แถมยังสนับสนุนอีกด้วย
การที่คุณพ่อเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่เอแบค ก็มีส่วนนิดหน่อยที่ทำให้ผมเข้าเรียนที่นี่ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือมันเป็นผลดีกับตัวผมเอง มากกว่าเวลาที่จบไป เพราะเด็กเอแบคส่วนมากจบไปด้วยมาตรฐานที่ค่อนข้างสูง หางานทำง่ายมากกว่า ตอนนี้ผมเรียนคณะ BBA เรื่องลงทะเบียนคุณพ่อจัดการให้หมดทุกอย่างผมหมดความรู้เรื่องเรียนไปเลย(หัวเราะ) มืดแปดด้าน พูดเล่นครับ จริงๆ ผมอยากเรียนคณะนี้อยู่แล้วแต่ผมไม่รู้ว่า มีวิชาไหนน่าสนใจบ้างแล้ววิชาอะไรที่จะทำให้ผมค่อยๆ เรียนไปได้ เพราะผมหยุดเรียนไป 2 ปี เพื่อไปแข่งโอลิมปิก กลับมาก็อยากเรียนวิชาที่ง่ายๆ ก่อนคุณพ่อเลยช่วยดูวิชาที่มีความเป็นไปได้ให้ แล้วค่อยๆไปรื้อฟื้นกันอีกที ไมให้มันยากจนเกินไป เดี๋ยวจะท้อซะก่อนตอนนี้ผมลงเรียนแค่ 4 ตัวเพราะตอนบ่ายก็ต้องมาซ้อมขี่ม้า
คุณพ่อไม่ดุครับ ตามใจซะส่วนใหญ่ เราจะคุยกันด้วยเหตุผล คงเห็นผมเป็นลูกผู้ชายด้วย ท่านเลยไม่ค่อยมาจุกจิกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ส่วนเรื่องจะมีแฟนหรือมีสาวๆ เนี่ยมันเป็นเรื่องส่วนตัวของผมครับ ไม่ปรึกษาคุณพ่อครับผมจัดการเอง(หัวเราะ) ห้ามใครยุ่งเด็ดขาด ถ้าถามว่าคุณพ่อเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผมในด้านไหนต้องยกให้เป็นเรื่องเรียนครับคุณพ่อเรียนเก่งและทำงานเก่ง ส่วนมากจะเป็นทางด้านวิชาการ ซึ่งผมจะเอาเรื่องนี้มาเป็นแบบอย่างแต่ว่าทำได้ค่อนข้างน้อย(หัวเราะ)เพราะมีความสนใจตรงนี้น้อยมากครับ ยอมรับเลย
ผมกับคุณพ่อสนิทกันครับเวลาอยู่บ้านก็จะดูกีฬาด้วยกันส่วนมากเราจะใช้เวลาด้วยกันตอนอยู่บ้านมากที่สุดเพราะตั้งแต่เด็กๆ ก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนเหมือนใครเขาฉะนั้นชีวิตตอนไปเที่ยวด้วยกันจะไม่ค่อยมีส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ในบ้านกับคุณพ่อคุณแม่ครับ(ยิ้ม)
ฝากถึงคุณพ่อเรื่องสุขภาพครับ แก่แล้ว(หัวเราะ) รู้สึกว่าโรคภัยไข้เจ็บจะเยอะเหลือเกิน ดูแลตัวเองหน่อย แล้วก็นอนดึกบ่อยมาก ดูบอลจังเลย ชวนลูกดูอีก ลูกก็ไปด้วยกัน(หัวเราะ)เรื่อยเปื่อย บางทีผมดูด้วยเรียกให้นอนก็ได้นะครับไม่เป็นไร รักษาสุขภาพหน่อยครับ”

โพธิพงศ์ บรรลือวงศ์
คุณพ่อนักวิชาการที่ควบงาน 2 ตำแหน่ง ทั้งการเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่เอแบค และ Chief Executive Officer ที่ปรึกษาด้าน ธุรกิจในกลุ่ม Momentum นอกตำรา เขาเป็นที่ปรึกษาด้านการเรียนให้กับลูกชาย พร้อมๆไปกับการเป็นคุณพ่อ และเพื่อนในเวลาเดียวกัน
“ผมจบการตลาดจากเอแบครุ่น 5 รหัส 255 เป็นรุ่นแรกที่อยู่หัวหมาก ต้องบอกว่าการสอนหนังสือเป็นงานที่ผมชอบมากที่สุด ผมสอนมานานเกือบ 20 แล้ว ตอนนี้ก็ยังสอนอยู่อีกงานที่ทำเป็นธุรกิจส่วนตัวด้าน Import Exportงานนี้เพิ่งทำได้ประมาณ 1 ปี
ผมเป็นพ่อที่เลี้ยงดูลูกด้วยการปล่อยเขาแล้วมองอยู่ห่างๆ ผมจะไม่จู้จี้จุกจิกกับลูก เพราะไม่ชอบ ผมจะพยายามสอนให้เขาคิดโดย การให้แง่มุมของเรา แต่ไม่บังคับให้เขาทำตามเรา ให้เขาตัดสินใจและเลือกเอง เมื่อเขาตัดสินใจผิด เราก็ดึงเขากลับ แค่นั้นเอง ผมไม่บังคับลูก เพราะตัวผมเองก็ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ
อีกอย่างเด็กเขามีพรสวรรค์ต่างกันมันไม่เหมือนกันหรอกครับคุณจะให้ลูกคุณเหมือนคุณมันเป็นไปไม่ได้เขาต้องมีสภาพแวดล้อมที่ ต่างจากเราอยู่แล้ว เพราะเขาเกิดหลังเราไม่ใช่ว่าสมัยพ่อไม่เที่ยว ลูกก็ต้องไม่เที่ยว ไม่ใช่แต่ให้รู้จักเวลา ถ้าปูไข่เที่ยวดึกผมก็แค่โทรเช็คหรือถามว่าอยู่ไหน กลับไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวก็บอก พ่อจะได้ไปรับต้องให้เกียรติเขา ผมจะเลี้ยงลูกอย่างนี้มาตลอด
เรื่องการเรียน ผมสอนลูกและลูกศิษย์ว่า เรียนให้มีความสุขสไตล์การสอนลูกผมอาจจะต่างจากชาวบ้านเขาผมไม่แคร์ว่าลูกผมจะได้เกรดเอหรือบีทุกตัว แค่สอบให้ผ่านและเข้าใจบทเรียนพอแล้ว ผลจะออกมาอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่งแค่นี้เองที่ผมต้องการจากลูกๆ อย่างปูไข่ชอบขี่ม้า โอเค ก็ขี่ จะไปโอลิมปิกคุณแม่ก็ผลักดันให้ต้องให้เกียรติคุณแม่เขาในเรื่องการขี่ม้าตัวผมเองช่วยอะไรเขาได้ก็ช่วย มีข้อแม้อย่างเดียวคือต้องเรียนหนังสือและเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วย จะจบ 7-8ปีก็ได้ พ่อไม่สนใจ เพราะเขาจะได้เรียนรู้ว่าในสังคมยังมีอะไรอีกเยอะแยะที่เราต้องรู้มันไม่ใช่แค่ขี่ม้าอย่างเดียว
ผมอยากให้เขามุ่งมั่นต่อไปเรื่องขี่ม้าแต่อย่าทิ้งการเรียน เห็นเขามีความสุขผมก็ดีใจแล้วเขาก็เป็นเด็กดี น่ารัก เป็นเด็กมุ่งมั่นและไม่ดื้อรั้น เป็นเด็กมีเหตุผลฉะนั้นผมสบายใจในอุปนิสัยใจคอของเขา เขาเลี้ยงง่ายผมโชคดีมากที่ลูกทั้ง 3 คน เป็นเด็กดี ผมเลยไม่มีเรื่องกังวลใจ ปูไข่จะปรึกษาผมเรื่องเรียนมากกว่าคุยกันในฐานะเพื่อน หยอกล้อกัน ซักถามกันบ้างถึงปัญหาผมห่วงอย่างเดียวคือเรื่องเรียนเท่านั้นเอง ผมไม่เคยวาดฝันว่าลูกผมต้องเป็นอะไรเขาต้องเป็นคนกำหนดด้วยตัวเขาเอง สำหรับผม ผมอยากเห็นลูกของผมเป็นเกลือของแผ่นดิน เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน เขาไม่ได้เป็นหนอนของสังคม จบแค่นี้พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นดาราผู้ยิ่งใหญ่ผมไม่สนใจ ภูมิใจในตัวปูไข่มากที่เขาเป็นเด็กดี น่ารัก เป็นตัวของตัวเองและมีความรับผิดชอบ เขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร มีจุดประสงค์แล้วก็ พยายามทำและต่อสู้ดิ้นรน ซึ่งเด็กอายุขนาดนี้ ดิ้นรนได้ขนาดนี้และทนกับแรงกดดันต่างๆได้ ผมถือว่าวิเศษมาก
ผมไม่มีอะไรจะฝากถึงเขา เพราะเราพูดคุยกันตลอด ถึงเขาจะโตผมก็ยังกอด จูบเขาเหมือนเดิมและบอกอยู่เรื่อยๆ ว่า พ่อรักลูก พ่อ เป็นห่วง ผมคิดว่าผมคุยกับลูกเปิดอกหมดแล้ว สำหรับปูไข่ผมไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเขา เพราะเขาอายุ 20 ปีแล้ว โตแล้ว เพราะเท่าที่มาเขา ก็ทำให้ผมภูมิใจอยู่เสมอครับ”
 

Copyright © 2004: Assumption University Alumni Association All rights reserved.
Developed by WebPlant.net