ประวัติ
ชื่อ วิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล อายุ 48 ปี
การศึกษา - ปริญญาโทเอ็มบีเอ จาก Oklahoma State University
ประเทศสหรัฐอเมริกา
- ปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร ปี 2521 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
- ปริญญาตรี สาขาการตลาด ปี 2519 จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ประสบการณ์ ทำงานในสายงานด้านการเงิน บัญชี การวางแผน การตลาด
สารสนเทศและบริหารจัดการมากว่า 25 ปี โดยร่วมงานกับบริษัทต่างๆ
ดังนี้
ปี 2541 ถึงปัจจุบัน-รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหาร
ทิปโก้ และกรรมการผู้จัดการบริษัท สับปะรดไทย จำกัด (มหาชน)
ปี 2539 รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ด้านการเงิน บริษัท
สยามมีเดีย แอนด์ คอมมูนิเคชั่น (3 ปี)
ปี 2536 Group Treasurer กลุ่มร่วมทุนบริษัท ดาวเคมีคอลและปูนซิเมนต์ไทย
(3 ปี)
ปี 2525-2536 บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด (12 ปี)
ปี 2534-2536 ผู้จัดการฝ่ายการตลาด อุตสาหกรรม การเงิน การธนาคาร
และประกันภัย
ปี 2531-2533 บริษัท ไอบีเอ็ม เอเชียแปซิฟิก สำนักงานใหญ่ประเทศฮ่องกง
ปี 2527-2530 Treasury Services Manager,Treasury Department
ปี 2526 Associate Financial Analyst,Financial Planning Department
ปี 2525 A/R Coordinator,Treasury Department
ปี 2520 พนักงานการตลาดบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ประเทศไทย
จำกัด
ความน่าสนใจของ วิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล ชายวัย 48 ปีคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นมืออาชีพที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
บริษัท สับปะรดไทย จำกัด (มหาชน) ในเครือทิปโก้ รวมไปถึงตำแหน่งรองประธานบริหาร
ในกลุ่มธุรกิจอาหารของทิปโก้เพียงอย่างเดียว
แต่เพราะความสำเร็จในวันนี้ เกิดจากประสบการณ์ทำงานที่เก็บเกี่ยวมานาน
และต่อยอดใช้กับการทำงานในปัจจุบัน จนกระทั่งถึงจุดแห่งความสำเร็จอย่างทุกวันนี้
วิวัฒน์เริ่มเล่าให้ฟังว่า ประสบการณ์ทำงานในแต่ละบริษัท ล้วนแล้วแต่มีค่าและเป็นแนวทางในการก้าวต่อไปทั้งสิ้น
ขึ้นอยู่กับการเลือกหยิบขึ้นมาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์
แต่ละสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป และเป็นการนำสิ่งที่เรียนรู้มาต่อยอดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่การทำงานร่วมกับ บริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเสริมประสบการณ์
ทั้งนี้เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้หมุนเวียนไปสัมผัสและเรียนรู้เกือบทุกสายงาน
ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การตลาด การบริหารแม้แต่บุคคล ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์
ปัญหาได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง
จุดเปลี่ยนในไอบีเอ็ม ที่ทำให้เส้นทางชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลงคือ
การเปลี่ยนสายงานจากฝ่ายสนับสนุนไปอยู่ฝ่ายการตลาดทำให้เราได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง
รู้จักการวางแผนการนำเสนอ ที่สำคัญช่วยเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้น
และยิ่งได้รับโอกาสให้ไปประจำที่ ไอบีเอ็ม สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่ฮ่องกง
การเรียนรู้การตลาดของประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ยิ่งส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้และเพิ่มมุมมองหรือวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
เพราะไม่ใช่แค่มองเพียงตลาดในประเทศ แต่เป็นการมองทั้งภูมิภาค
ต่อมาเมื่อวิวัฒน์เปลี่ยนสายงานจากธุรกิจเทคโนโลยี มาเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
เขาก็ได้ประสบการณ์ล้ำค่าไม่น้อยเกี่ยวกับธุรกิจ ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่
เพราะเป็นช่วงที่บริษัท ดาวเคมีคอลกำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ทำให้วิวัฒน์ได้เรียนรู้วิธีการติดต่อกับสถาบันการเงิน และธนาคารเพื่อขอกู้เงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่
พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงการบริหารความเสี่ยงอีกด้วย
อีกงานที่ถือว่าเป็นงานท้าทายความสามารถในด้านการบริหารคือ
การเข้าร่วมงานกับบริษัท สยามมีเดียฯ ซึ่งช่วงนั้นตกอยู่ในภาวะขาดทุน
หน้าที่หลักของวิวัฒน์จึงต้องเข้าไปประเมินธุรกิจ แก้ปัญหาและดูแลการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่
เริ่มตั้งแต่การปิดบริษัทที่ไม่ทำกำไรทิ้ง หรือจากช่วงขยายงานกว่า
10 บริษัท หลังการปรับโครงสร้างกลุ่มสยามมีเดียเหลือธุรกิจหลักที่เลี้ยงตัวเองและมีศักยภาพเพียง
3-4 แห่งเท่านั้น
ทั้งหมดนี้ทำให้เขาได้สร้างสมประสบการณ์ทำงานแบบรอบด้าน ทุกสายงาน
และทำให้สามารถหยิบจับมาใช้งานในตำแหน่งบริหารอย่างทุกวันนี้
ส่วนการทำงานในทิปโก้ ซึ่งเป็นที่ท้ายสุดจนถึงปัจจุบันนี้
วิวัฒน์ยกให้เป็นเคสคลาสสิกที่ดี สำหรับชีวิตการทำงาน เพราะเมื่อพิจารณาจากศักยภาพบริษัทจะเห็นว่า
กลุ่มอาหารทิปโก้มีจุดแข็งอยู่แล้วชัดเจนในเรื่องสับปะรด ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสสูงสำหรับประเทศไทย
เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
ปัญหาของทิปโก้ฟู้ดส์ คือ ปัญหาขาดทุนรวม 800 ล้านบาท ดังนั้น
เป้าหมายแรก คือ การทำธุรกิจที่ขาดทุนให้มีกำไร เพราะดูศักยภาพของบริษัทแล้วสามารถทำได้
หากแก้ไขได้ถูกทาง ซึ่งก็ทำได้ภายใน 3 ปีที่สามารถล้างขาดทุนรวม
800 ล้านบาท จนหมดและจะเริ่มมีกำไรในปีนี้
วิวัฒน์เล่าว่า การแก้ปัญหาในทิปโก้ เริ่มจากการพิจารณาจุดแข็งขององค์กร
จะเห็นว่ามีสินทรัพย์หลายอย่างที่สามารถพัฒนาให้สร้างผลกำไรและต่อยอดได้
เช่น จุดแข็งด้านผลไม้และน้ำผลไม้ เมื่อมารุกตลาดอย่างจริงจัง
ก็ส่งผลให้ทิปโก้ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้และทำให้ธุรกิจมีกำไรได้ในปัจจุบัน
แนวคิดที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแนวคิดทางการตลาดใหม่ จากเดิมที่เน้นสินค้าเป็นหลักแล้วออกไปหาลูกค้า
การตลาดแนวใหม่ ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า ดูความต้องการของลูกค้าแล้วจึงพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ การทำธุรกิจต้องมองกำไร ไม่ใช่หวังยอดขายเพียงอย่างเดียว
เพราะการแข่งขันทุกวันนี้ ทำให้แม้จะมียอดขายมากแต่อาจไม่มีกำไรก็เป็นได้
อีกปรัชญาหนึ่งที่วิวัฒน์ได้จากทิปโก้ คือ การได้ ใจ พนักงาน
ด้วยการแบ่งปันเป้าหมายร่วมกัน การทำงานร่วมกัน การนำระบบประเมินผลมาใช้และให้ตอบแทนคุ้มค่ากับผลงาน
นั่นหมายถึงการพัฒนาองค์กรตั้งแต่บุคลากร ลูกค้า และกระบวนการทำงาน
การวางกระบวนการทำงานที่ให้พนักงานทุกคนมองไปข้างหน้า ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
มีการอบรมร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น
2,300 ล้านบาทในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาทในปี
2550 หรือตั้งเป้าต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในส่วนของธุรกิจเดิมที่มีอยู่และธุรกิจใหม่ที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้น
แต่เป้าหมายการขึ้นสู่กลัก 5,000 ล้านบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มทิปโก้ฟู้ดส์
ต้องมีสินค้าใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งวิวัฒน์ปักธงยืนยันว่า พร้อมที่จะรุกก้าวสู่ธุรกิจใหม่อีก
2 ธุรกิจในปี 2547 นี้นั่นก็คือ การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอาหาร
อันเป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย ที่จะก้าวสู่การเป็นครัวของโลกในอนาคต
และธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ขี่กระแสความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น
จากวัฒนธรรมองค์กรที่หลากหลายทั้งประสบการณ์ในระบบการทำงานแบบฝรั่ง
วิวัฒน์ได้นำมาปรับใช้กับการทำงานในองค์กรไทยอย่างทิปโก้ โดยนำจุดเด่นของความทันสมัย
การประเมินผลงาน มาประยุกต์เข้ากับการทำงานแบบไทยที่ยังคงมีความยืดหยุ่น
ความเป็นพี่เป็นน้องให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด
เป้าหมายขึ้นสู่ฝัน 5,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีจากนี้ วิวัฒน์เองก็ยอมรับว่า
หินมาก แต่อย่างน้อยถ้าได้ใจพนักงานให้มีความคิดมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
เขาบอกคำเดียวสั้นๆ ว่า ทำได้แน่
ตลอด 5 ปีที่ร่วมงานกับทิปโก้ วิวัฒน์ยอมรับว่า เหนื่อยและมีเวลาพักผ่อนน้อย
ดังนั้น เวลาที่เหลือพักผ่อนน้อยนิดจะหมดไปกับการผ่อนคลายจากการอ่านหนังสือ
และต้นไม้ ซึ่งก็ช่วยให้เรียนรู้ถึงการสงบจิตใจ ได้ความนิ่งและก่อเกิดสมาธิ
แต่สิ่งที่มีค่าสำหรับวิวัฒน์ในช่วงชีวิตการทำงานที่เขาถือว่าหนักสุดในทิปโก้
คือ ในปีแรกที่ต้องเร่งวางแผนเพื่อล้างผลขาดทุน ความเครียดที่เกิดขึ้น
ทำให้วิวัฒน์ได้รับการชักนำจากคนใกล้ชิด ให้หาวิธีผ่อนคลายในรูปของการนั่งวิปัสสนา
กับคุณแม่ศิริ กรินชัย ที่นี่ทำให้เขาเรียนรู้วิธีบริหารจิตใจ
บริหารตัวเอง เรียนรู้ที่จะอยู่กับชีวิตอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น
ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีค่าไม่แพ้การทำงานเลยทีเดียว
วิวัฒน์จบบทสนทนาด้วยปรัชญาที่เขาได้จากการทำงานที่ผ่านมาว่า
เมื่อถึงจุดที่ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้บริหารหรือ ผู้นำองค์กร
สิ่งที่จะพิสูจน์และยอมรับได้ถึงความเป็นผู้นำ ต้องมาจากคนอื่นบอกว่าเราเป็น
เพราะนั่นหมายถึงการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น แต่หากผู้นำบอกว่าเป็น
แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
ถึงจุดนี้ วิวัฒน์กล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่า เขาได้ใจพนักงานและอยู่ในองค์กรที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน
ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน พร้อมทั้งทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า
ในยุคที่องค์กรของไทยกำลังอยู่ในภาวะก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้
ต้องการผู้นำที่ดีที่มีความสามารถหลากหลายทักษะ และเป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากคนในองค์กรอย่างแท้จริง
จึงจะทำงานร่วมกันฟันฝ่าเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในภายหน้าได้